คลังเก็บหมวดหมู่: ตำนาน

เล่าสัตว์ในตำนาน Kirin

Published / by admin

Kirin หรือที่คนจีนส่วนใหญ่นั้นเรียกก็คือฉีหลิน  เล่าสัตว์ในตำนาน Kirin  สัตว์ชนิดนี้มีลักษณะโดดเด่นทั้งตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสังเกตให้ดีตรงบริเวณเท้าของสัตว์ชนิดนี้จะเป็นกลีบมีเรื่องเล่าในตำนานกล่าวถึงลักษณะท่าทางของสัตว์ชนิดนี้ว่าในส่วนหัวของสัตว์ชนิดนี้

นั้นจะมีลักษณะคล้ายกับม้าหรือไม่ก็เป็นสิงโตส่วนรวมตัวนั้นจะมีลักษณะเหมือนกับตัวของกวางและเมื่อนำมาผสมผสานกันจึงมีชื่อเรียกว่าKirin นั่นเอง

       ว่ากันว่า Kirin นั้นมีความคล่องแคล่วว่องไวแต่มีนิสัยขี้อายและมีความอ่อนโยนเป็นอย่างมากที่สำคัญKirin จะมีพละกำลังมากมายมหาศาลเลยทีเดียวซึ่งตามตำนานของคนจีนนั้นมีการระบุว่าสัตว์ชนิดนี้จะปรากฏตัวขึ้นให้เห็นเมื่อไหร่แล้วก็แสดงว่าคนที่เห็นสัตว์ชนิดนี้กำลังจะเจอกับสิ่งมงคลเจอแต่เรื่องโชคดีนั่นเองอย่างไรก็ตามตามความเชื่อของคนจีนยังมีการพูดถึงKirin วาดสัตว์ชนิดนี้

คือสัตว์มงคลดังนั้นถ้าหากใครนับถือแล้วนำไปตั้งไว้บริเวณตัวบ้านอาจจะเป็นด้านหน้าของตัวบ้านหรือตามมุมต่างๆที่มีการดูฮวงจุ้ยเสร็จเรียบร้อยแล้วจะช่วยขจัดสิ่งอัปมงคลและช่วยกรองสิ่งไม่ดีไม่ให้เข้ามาในตัวบ้านได้นั่นเอง

       สำหรับKirin เป็นสัตว์ที่เหนือจินตนาการว่ากันว่าเป็นสัตว์ที่มีอายุมากกว่า 1000 ปีมาแล้วและเป็นสัตว์ที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจีนให้ความเคารพนับถือเนื่องจากว่าคนจีนนั้นค่อนข้างเคารพนับถือศักดิ์สิทธิ์มากมายหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นตัวมังกรหรือแม้แต่เต่ารวมถึงหงส์และหนึ่งในนั้นก็มี Kirin ด้วยเช่นเดียวกัน 

   ว่ากันว่าสัตว์ในตำนานตัวนี้มีต้นกำเนิดมาจากธาตุทั้ง 5 คือดินน้ำไฟไม้และโลหะกิเลนของไทยมีความแตกต่างจากของจีนที่มีซองขาวและมีลายกนกกับเครื่องประดับตามตัวชาวไทยได้รู้จักกับกิเลนจีนมาอย่างยาวนานดังปรากฏในสมุดภาพสัตว์ป่าหิมพานต์หรือในวรรณคดีไทยเรื่องพระอภัยมณีก็มีสัตว์ ที่เรียกว่าม้านิลมังกรตามจินตนาการของกวีเอกสุนทรภู่ที่ดูคล้ายกับกิเลนในขณะที่ญี่ปุ่น

         ความเชื่อเกี่ยวกับKirin นั้นได้มีการถ่ายทอดต่อต่อกันไปและมีการส่งต่อเรื่องราวของสัตว์มงคลชนิดไปถูกยังประเทศญี่ปุ่นผ่านตำนานของจีนรู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า Kirin มีสองเขาและมีขนแผงคอที่ปกคลุมด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ชาวเมืองญี่ปุ่นมักนำมาใช้เป็นตัวแทนของความดีส่วนใหญ่จะพบ Kirin ในงานศิลปหัตถกรรมอันเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงคุณธรรมและปัญญาในศาลเจ้าและวัดวาอารามทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว  

        

สนับสนุนโดย.   Gclub ฟรี 500

ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติแม่มด

Published / by admin

    ประวัติแม่มด     แม่มดมาจากไหน  ไม่ชัดเจนว่าเมื่อไหร่ที่แม่มดเข้ามาในฉากประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งในบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดของแม่มดอยู่ในพระคัมภีร์ในหนังสือพระธรรมซามูเอลพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิมน่าจะเขียนขึ้นระหว่าง 931 ถึง 721 ปีก่อนคริสตกาลเล่าเรื่องราวเมื่อกษัตริย์ซาอุแสวงหาแม่มดแห่งเอนเดอร์เพื่อเรียกวิญญาณของผู้เผยพระวจนะซามูเอลที่เสียชีวิตเพื่อช่วยให้เขาเอาชนะกองทัพฟิลิปปินส์ความคิดเรื่องแม่มดปรากฏขึ้นทีละน้อยทีละน้อยอย่างช้าๆศาสนาคริสต์เองก็มีความพยายามอย่างมากที่จะเอาชนะและเรียกว่าพวกนอกรีดได้กลับทำให้จำนวนแม่มดนั้นเพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง  

       ไม้กวาดและตำราเวทมนต์ที่แม่มดต้องมี   ไม่มีที่มาที่แน่ชัดว่าหมวกแม่มดมาจากไหนแต่บางทฤษฎีหลักๆก็บอกว่าหมวกของแม่มดนั้นมีรากฐานมาจากการต่อต้านชาวยิวย้อนไปในปี 1215 สภาที่ 4 ของ ลานเดอลัน ซึ่งเป็นสภาที่เรียกประชุมโดยสมเด็จพระสันตะปาปา innocent ที่ 3 ในกรุงโรมกำหนดให้ชาวยิวต้องระบุตัวตนด้วยการสวม ยูเอ็นฮัด รูปทรงกรวย 

         ส่วนยุคกลางนั้นมักจะเชื่อมโยงชาวยิวกับซาตานและคุณลักษณะของชาวยิวในสายตาชาวยุโรปนั้นไม่ค่อยดีนักจึงเอาเข้าไปรวมกับผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าคนนอกรีดคนนอกศาสนาและพวกปีศาจ Nike 1431 ประมวลกฎหมายของฮังการีนั้นกำหนดให้ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเวทมนตร์ครั้งแรกต้องเดินท่ามกลางเพื่อนฝูงโดยสวมหมวกยูฮีที่มียอดแหลมอีกทฤษฎีบอกว่ามาจากการพบมัมมี่หญิง 3 คน

ที่มีอายุอยู่ในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 4-2 ก่อนคริสต์ศักราชที่เมืองซูบิชิสาบสูญในประเทศจีนซึ่งทั้ง 3 ถูกกล่าวหาว่าฝึกเวทมนต์จบถูกพบสวมหมวกขนสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งคล้ายกับหมวกของแม่มดแบบดั้งเดิมทำมาจากผ้าสักหลาดสีดำส่วนยอดแหลมจะเร็วสูงเกือบ 60 เซนติเมตร

      ไม้กวาดมีรากฐานมาจากพิธีกรรมแบบนอกรีตซึ่งชาวนาในชนบทจะกระโดดโลดเต้นไปพร้อมไม้กวาดท่ามกลางแสงเดือนเพ็ญเพื่อกระตุ้นการเติบโตของพืชผลไม้กวาดของพวกเขานั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้หญิงและความเป็นคนบ้านนอกตําราไสยเวทย์ของแม่มดรู้จักกันในนาม Grimoire ตัวหนังสือรวมสูตรยาวิเศษวิธีสร้างเครื่องรางของขลัง

รวมไปถึงวิธีการร่ายเวทมนต์การทำเสน่ห์การทำนายทายทักและการเรียกหรือเชิญสิ่งเหนือธรรมชาติ มาเพื่อเรียกใช้งานซึ่งในสมัยโบราณใช้คำว่ากรีมัวร์ในการเรียกหนังสือทุกเล่มที่แต่งเป็นภาษาละตินแต่ในฝรั่งเศสราวศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาก็เริ่มใช้ในความหมายที่เกี่ยวกับหนังสือเวทย์มนต์และได้ใช้ในความหมายนี้ตลอดมา 

 

สนับสนุนโดย.    ufabet

ตำนานนางเงือกของกรีกโรมัน

Published / by admin

       นางเงือกของกรีกโรมัน    มีเรื่องราวเกี่ยวกับนางเงือกในหลายตำนานของกรีกเรื่องเล่าของเทพโพไซดอนเทพเจ้าแห่งท้องทะเลผู้มีร่างเป็นคนและหางเป็นปลา  และมีอาวุธเป็นตรีสูรย์ ใช้เรียกลมพายุในทะเลได้   อีกเรื่องคือชายหนุ่มก็หนึ่ง ดีดพิณได้ไพเราะมากเขาจะไปนั่งดีดพิณที่โขดหินข้างชายหาดเป็นประจำทำให้มี นางเงือกมานั่งฟังเขาเล่นพิณทุกวัน  เมื่อเขาเล่นจบนางเงือกทั้งหมดก็จะว่ายน้ำหายไป 

           แต่ว่าหนึ่งชายคนดังกล่าวก็จับผมของนางเงือกตรึงไว้และพาเธอกลับบ้านไปด้วยจนทั้งสองมีลูกกันแต่นางเงือกไม่ยอมพูดและมีสีหน้าเจ้าของเขาจึงขู่ว่าถ้าไม่ยอมพูดจะเอาลูกโยนลงกองไฟนางเงือกก็ร้องไห้และพูดกับเขาว่าเขาเป็นคนใจร้ายก็จะแย่งลูกจากผู้ชายหนุ่มและกระโดดเข้ากองไฟไปพร้อมกับลูกของเธอหลังจากนั้นนางเงือกก็เลยไม่ปรากฏที่มนุษย์เห็นอีกเลย

          อีกเรื่องของเรื่องของเงือกคนแรกตำนานเกี่ยวกับนางเงือกก็คือ ตามตำนานของซีเรีย อิรัก เลบานอน กรีก โรมัน คือ Atargatis นางตกหลุมรักชายที่เป็นมนุษย์หรืออยากเป็นมนุษย์เหมือนกันเพื่อที่จะได้รักกับเขาได้เลยจำแลงกายเป็นคนเพื่อไปรักกับชายคนนั้นซึ่งเป็นการทำผิดกฎสวรรค์ทำให้ถูกลงโทษโดนสาปให้เป็นปลา   แต่พระนางมีบุญสูงคำสาปจึงทำงานแค่ครึ่งเดียวทำให้ร่างกายท่อนบนเป็นคนและท่อนล่างเป็นปลา

           อีกเรื่องคือเรื่องของไซเรนในปกรณัมย์ ของกรีกมีการกล่าวถึงไซเรนซึ่งมีลักษณะคล้ายเงือกเอาไว้ด้วยแต่ไซเรน นั้นเป็นสัตว์ผสม 3 อย่างได้แก่เหงือก   ปลาและนก  

โดยมีตำนานพูดถึงด้วยว่าหากที่ได้เจอกับไซเรน และสามารถที่จะทนฟังเสียงร้องของไซเรนได้จะสามารถปราบนางได้แต่โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่ได้ฟังเสียงของนางมักจะมีสติที่ผิดเพี้ยนไปได้เรื่อยเรื่อย   ไซเรนมักจะชอบล่อลวงกะลาสีเรือทำให้เรืออับปางลง นอกจากนี้ยังมีนิทานพื้นบ้านของโรมันเชื่อกันว่าในสงครามกรุงทรอยเสร็จมาจากซากเรือรบที่พังทลายนั้นได้กลายสภาพมาเป็นเลือดเนื้อของชาวเงือก 

         จากตำนานที่มีการเล่าขานกันมามากมายนี้ ทำให้เราอาจจะสามารถคิดได้ว่า ในสมัยโบราณนั้นบนโลกมนุษย์นี้ อาจจะมีนางเงือกอาศัยอยู่จริงจริงก็เป็นไปได้ เพราะหากว่าไม่มีนางเงือกเกิดขึ้นมาจริงจริง คนไม่มีตำนานเล่าขานต่อต่อกันมานับพันปีแบบนี้อย่างแน่นอน และตำนานเกี่ยวกับนางเงือกก็ไม่ได้มีแค่ที่กรีกที่เดียวเท่านั้น เพราะหลายประเทศทั่วโลกก็มีตำนานเกี่ยวกับนางเงือกเช่นกัน

 

สนับสนุนโดย.    ufabet เว็บแม่

ประวัติเพชร Kohinoor Diamond สุดยอดอัญมณีล้ำค่า

Published / by admin

        Kohinoor Diamond ที่เป็นสมบัติของราชวงศ์มันวะในชมพูทวีปยุโรปราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 เชื่อว่าเดิมทีเพชร Kohinoor Diamond เป็นเพียงพลอยประดับอยู่ที่เทวรูปพระกฤษณะก่อนที่จะถูกโจรกรรมและขายผ่านมือมาจนตกเป็นของราชวงศ์มันวะในที่สุดเพชรเป็นอัญมณีที่พิเศษกว่าอัญมณีอื่นๆเนื่องจากบรรดากษัตริย์ผู้มีอำนาจต่างเชื่อกันว่าเป็นเพชร Kohinoor Diamond จะช่วยเสริมบารมีให้แก่ผู้ที่ได้ครอบครองได้

          ในขณะเดียวกันเจ้าของก็มีพันธะที่จะต้องรักษาอำนาจบารมีที่ได้มาให้ตนเองสมกับเป็นผู้ที่ควรจะได้ครอบครองเพชรเม็ดนี้ต่อไปด้วยมิฉะนั้นแล้ว Kohinoor Diamond จะหาทางนำพาตนเองไปสู่มือของผู้ที่ควรกว่าไม่ช้าก็เร็ว Kohinoor Diamond เป็นสมบัติสำคัญสืบทอดอยู่ในราชวงศ์มันวะจนกระทั่งชาวมุสลิมจากตะวันตกเฉียงเหนือสามารถบุกเข้ามาเอาชนะบรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นเดิมและสถาปนาราชราชวงศ์โมกุลปกครองอาณาเขต

          เพชรKohinoor Diamond จึงตกเป็นของจักรพรรดิบาบูของราชวงศ์โมกุลจากนั้นก็ถูกส่งต่อเป็นทอดๆในฐานะสมบัติของราชวงศ์ไปจนถึงฌานผู้สร้างทัชมาฮาลเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่

         จนมาถึงในช่วงที่ราชวงศ์โมกุลเริ่มเสื่อมอำนาจลงเราไป 1739 กษัตริย์นาดีชายแห่งเปอร์เซียก็ลูกหลานเข้ามาในชมพูทวีปอำนาจเดิมลงและปล้นสะดมสมบัติในคลังไปมากมายมหาศาลรวมทั้งเพชร Kohinoor Diamond  เอาไว้ด้วย   อย่างไรก็ตามอีกเพียง 8 ปีถัดมากษัตริย์ monica ก็ถูกลอบปลงพระชนม์รัชทายาทของนายเดชารับสืบทอดเพชรประจำราชวงศ์

           ต่อมาจนถึงสมัยของพระเจ้าชู้ชัชวาลย์ซึ่งก็เกิดความวุ่นวายขึ้นในราชสำนักเปอร์เซียพระองค์กับพระชายา จนต้องลี้ภัยไปอินเดียทำให้เพชร Kohinoor Diamond  ได้ผลัดแผ่นดินเกิดอีกครั้ง  ขณะนั้นกษัตริย์ของอินเดียคือพระเจ้ารณชิตสิงห์มาทรงได้ยินเรื่องราวของ  Kohinoor Diamond ก็ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เพชรนั้นมา

         จนในที่สุดก็ทรงได้ Kohinoor Diamond มาสมดังพระประสงค์ในปี 1853 และส่งสั่งให้ช่างฝีมือนำไปเจียระไนประดับกำไลข้อมือเพื่อสวมติดพระองค์ตลอดเวลาหลังจากพระเจ้ารณชิตสิงห์สิ้นพระชนม์ลงโลกจึงเข้าสู่ช่วงจักรวรรดินิยม อินเดียเองก็หนีไม่พ้นต้องเสียเอกราชให้แก่อังกฤษและจำต้องส่งมอบ Kohinoor Diamond ให้เป็นเครื่องราชบรรณาการมาถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียปี 1850 ซึ่งมหาจักรพรรดิ์แห่งสหราชอาณาจักรได้โปรดให้นำเพชรเม็ดงามขึ้นปรับมงกุฎมงกุฎดังกล่าวได้รับการเก็บรักษาไว้ที่ Tower of London จนถึงทุกวันนี้ 

       สำหรับใครที่อยากชมความสวยงามของอัญมณีดังกล่าวนั้น คงจะหาดูได้จากอินเตอร์เน็ตเพียงเท่านั้นเพราะเพชรเม็ดนี้มีการเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี และไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสได้ชมความงาม

 

สนับสนุนโดย.    สมัคร บาคาร่า ufabet

มหาพีระมิดแห่งกีซา

Published / by admin

   มหาพีระมิดของกษัตริย์ครูฟูตั้งอยู่ตรงบริเวณริมแม่น้ำตะวันตกของแม่น้ำไนล์ในประเทศอียิปต์โดยมหาพีระมิดแห่งนี้นั้นมีอายุประมาณ 2690 ปีก่อนคริสตกาลหรืออาจจะกล่าวได้ว่าอาจจะมีความเก่าแก่มากกว่านั้นก็ได้  สำหรับมหาพีระมิดแห่งกีซาแห่งนี้นั้นนับได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์เพียงอย่างเดียวที่เก่าแก่ที่สุดและสภาพยังคงมีความสมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบันนี้

       สำหรับมหาพีระมิดแห่งกีซาแห่งนี้นั้นว่ากันว่าใช้สำหรับเป็นที่เก็บรักษาพระศพฟาโรห์คูฟูซึ่งมีการสร้างขึ้นด้วยก้อนหินคอนไซน์รูปทรงสี่เหลี่ยมประกอบกันมากกว่า 2.3 ล้านก็เลยทีเดียวว่ากันว่าตามประวัติความเป็นมาของการสร้างพีระมิดแห่งกีซาแห่งนี้นั้นต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างค่อนข้างยาวนานมากโดยว่ากันว่ากว่าจะสร้างเสร็จนั้นก็เป็นระยะเวลากว่า 20 ปีกันเลยทีเดียวนอกจากนี้ยังต้องสูญเสียผู้คนต้องใช้แรงงานในการก่อสร้างพีระมิดในครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนคนอีกด้วย

       สำหรับในปัจจุบันนี้มหาพีระมิดแห่งกีซาแห่งนี้นั้นยังคงเป็นปริศนาที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าในยุคสมัยโบราณนั้นมีการสร้างพีระมิดที่มีความสวยงามและรูปแบบใหญ่โตนี้ได้อย่างไร

เพราะจะเห็นได้ว่าการสร้างพีระมิดนั้นจะต้องใช้หินแต่ละก้อนซึ่งถ้าดูจริงๆแล้วหินแต่ละก้อนนั้นมีน้ำหนักหลายตันเลยทีเดียวเพราะเห็นในการสร้างพีระมิดนั้นมีขนาดหลายไซส์ด้วยกันทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ซึ่งขนาดใหญ่ที่สุดนั้นมีน้ำหนักมากถึง 200 เมตริกตันหรือถ้าหากเทียบเท่าแล้วก็เท่ากับเรือไททานิค 1 ลำเลยทีเดียว

         แน่นอนว่าถ้าหากว่าใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันนี้เราสามารถสร้างพีระมิดใช้ระยะเวลาเพียงไม่นานเท่านั้นแล้วก็สร้างได้ขนาดใหญ่โตมโหฬารเท่าไหร่ก็ได้แต่ในสมัยโบราณนั้นที่ยังไม่มีอุปกรณ์ต่างๆที่จะสามารถใช้ในการก่อสร้างได้มากมายแบบนี้ทำให้หลายคนนั้นเกิดความสงสัยว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนกันแน่หรือเทคโนโลยีแบบไหนกันแน่ที่สามารถสร้างมหาพีระมิดแหย่ยิ่งใหญ่มหาศาลแบบนี้ได้

       อย่างไรก็ตามมีหลักฐานเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่สามารถบอกเราได้ว่าการสร้างมหาพีระมิดนี้มีการใช้แรงงานคนในการขนย้ายก้อนหินโดยใช้เป็นวิธีของการลากแล้วเอาก้อนหินนั้นวางไว้บนแคร่ไม้นอกจากนี้ยังใช้น้ำในการลดรถลากเพื่อลดแรงเสียดทานอีกด้วยซึ่งวิธีการนี้ได้มีการแกะสลักเอาไว้อยู่บนฝาผนังของหินในพระมหาพีระมิดนั้นเอง

          แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีการบอกเล่าเรื่องราวถึงวิธีการก่อสร้างของมหาวิทยาลัยกีซาเอาไว้แต่มันก็ไม่สามารถละเอียดและทำให้เรารู้ได้ว่าทำไมพีระมิดที่มีความสูงเทียบเท่ากับตึก 40 ชั้นนั้นสามารถสร้างได้ทั้งที่ไม่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยหรือไม่มีเครื่องปั้นจั่นที่จะใช้ยกหินได้เลยซึ่งเรื่องนี้นั้นยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ 

 

สนับสนุนโดย.   ufa สล็อตแตกบ่อย

จีนสร้างโลจิสติกส์เพื่อในการทำสงคราม ไต้หวัน กับ อินเดีย

Published / by admin

การก่อสร้างลานจอดและอาคารต่างๆนั้นมันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี2020และใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ที่โกมูสก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของทิเบตโกมูสนั้นได้มีการแสดงให้เห็นว่ามันมีการมาฝึกซ้อมของกองทัพปอดปล่อยประชาชนจีนเป็นประจำทางทิศตะวันตกแล้วก็ทางใต้ของเมืองตลอดวิกฤตการณ์ชายแดนพร้อมกับการสร้างค่ายทหารขนาดใหญ่รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่เกี่ยวข้องทางทหาร

นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของจังชั่นรถไฟที่มีความสำคัญในการที่จะมีการเชื่อมโยงระหว่างรอยต่อระหว่างเขตปกครองตนเองทิเบตของจีนกับซีหนิงคอลล่า ซึ่งถือว่าเป็นเมืองใหญ่สองเมืองในมณฑล ชิงไห่ แล้วก็ที่ มณฑล ซินเจียง มันก็อยู่ใกล้เคียงกันตามลำดับ

เมืองเล่านี้ก็ถือว่าเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่เป็นที่ตั้งของกองทัพทหารจีนที่มีความหลากหลายสนามบินแห่งนี้ก็ได้ทำหนี่เป็นศูนย์กลางทางด้านของโลจิสติกส์ที่มีความสำคัญมาแล้วโดยเป็นพื้นที่สำหรับการจอดเครื่องบินพาณิชย์และเครื่องบินทางทหารรวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินรบไม่เว้นแต่เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศของจีน

โดยจีนก็ยังคงดำเนินการส่งเครื่องบินขนส่งมาประจำการอยู่ที่นี่และยังรวมถึงยังมีการประจำการด้วยเฮลิคอปเตอร์แบบต่างๆอย่างมากมายดูเหมือนว่าลานจอดเฮลิคอปเตอร์เล่านี้ซึ่งมันก็เป็นลานจอดขนาดใหญ่ก็ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของจีนในการที่จะมาปรับโครงการฝึกซ้อมและโครงการดำเนินการเคลื่อนย้ายกองกำลังทหารและดำเนินการด้านของโลจิสติกส์ได้อย่างรวดเร็วไปยังพื้นที่ใดๆก็ตามแต่

ซึ่งมันจะมีการมารวบรวมฐานทัพอากาศทางรถไฟแล้วก็ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ก็ยังมีการเปลี่ยนโกมูสให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ซึ่งมันก็รองรับระดมพลทางทหารไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ด้วยอุปกรณ์ที่หลากหลายลึกเข้าไปยังพื้นที่ทิเบตเราก็จะสังเกตุเห็นว่า

ลานจอดเฮลิคอปเตอร์จำนวนหนึ่งก็ตั้งห่างจากเมืองที่ห่างไกลหลายแห่งลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กไปจนถึงลานจอดที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีโรงเก็บอากาศยานประมาณ18โรงและดูเหมือนว่ามันจะมีถังเชื้อเพลิงจุดบริการต่างๆๆให้สามารถรักษาการปฏิบัติการที่ยั้งยืนและการดำเนินการในระยะไกล

นอกจากนี้จีนยังได้ดำเนินการสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กร่วมกับฐานทัพอากาศที่มีอยู่แล้วรวมถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ที่โกมูสก็แสดงให้เห็นถึงว่าในเวลานี้จีนได้วางโครงข่ายด้านของโลจิสติกส์ทางอากาศที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อต้องการมารับรู้สถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นในพื้นที่ลาบสูงตรงนี้

ซึ่งมันก็จะเป็นประโยชน์ต่อกองทัพของจีนเป็นอย่างมกาและนอกจากนี้ก็ยังมีการมาสังเกตุเห็นว่าจีนมีการเข้ามาปรับปรุงมีความสามารถในการขยายกิจกรรมในลานจอดเฮลิคอปเตอร์เก่าที่มีอยู่แล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    สล็อต ufabet แตกง่าย

พลังงานไฟฟ้าผลิตขึ้นมาได้อย่างไรในเชอร์โนบิล

Published / by admin

พลังงานไฟฟ้าผลิตขึ้นมา ทุกคนรู้กันหรือไม่ว่าโลกของเราเคยมีวิกฤตการณ์โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดครั้งนึงที่รุนแรงมากๆเลยก็คือ โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลนั่นเอง

ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่ครบ35ปีแล้วดังนั้นวันนี้เราได้เอาเรื่องราวมาเล่าให้ทุกคนได้รู้กันว่าจริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นบ้างอย่างไรก่อนที่เราจะไปฟังเรื่องราวของเชอร์โนบิลว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างเราขอปูพื้นฐานให้ทุกคนก่อนเล็กน้อยเพราะทุกคนก็น่าจะสงสัยเหมือนกันแหละว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ดีมันกลายมาเป็นไฟฟ้าได้อย่างไง

หลายๆคนเมื่อนึกถึงเชอร์โนบิลก็จะนึกถึงรัสเซียและก็โซเวียตกันใช่ไหมแต่จริงๆแล้วเทคโนโลยีโรงฟฟ้านิวเคลียร์มันไม่ได้เกิดขึ้นที่รัสเซียหรือโซเวียตแต่มันเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาและที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงเวลาสงครามโลกครั้งที่2

เพราะพูดถึงระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดนิวเคลียร์ทุกคนก็น่าจะนึกถึงเหตุการณ์ที่ฮิโรชิมาแล้วก็นางาซากิกันใช่ไหม ใช่เลยเทคโนโลยีการนำพลังงานนิวเคลียร์มาผลิตไฟฟ้าก็เป็นหนึ่งในผลรับที่ได้มาจากBOMBซึ่งก็เป็นโครงการเดียวกันที่ผลิตนิวเคลียร์และระเบิดปรมาณูที่ใช้กันในช่วงสงครามโลกครั้งที่2

นอกจากนี้ระเบิดมันมาเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าได้อย่างไงก็ต้องบอกเลยว่าจริงๆแล้วการเกิดไฟฟ้ามันเกิดได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป้ฯวิธีธรรมชาติวิธีการเปลี่ยนพลังงานความร้อนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าวิธีเปลี่ยนปฏิกิริยาเคมีเป็นพลังงานไฟฟ้าแบบที่เราได้ทำการทดลองและวิธีการสุดท้ายคือการเหนื่ยวนำของแม่เหล็ก

แต่ว่าพลังงานนิวเคลียร์นี้จริงๆแล้วมันมีรายละเอียดมากกว่านั้นเพราะว่าสะสารต่างๆที่อยู่รอบตัวเรามันประกอบไปด้วยสิ่งเล็กที่เรียกว่าอะตอมในอะตอมต่างๆที่อยู่รอบตัวของเรามันจะมีแกนกลางอยู่ที่เรียกว่าNucleusทีนี่ www.ufabet.com ลิ้งเข้าเว็บไซต์คะ  เมื่อมันมีการเปลี่ยนแปลงNucleusมันจะแพร่พลังงานออกมาเราก็เลยเรียกพลังงานนั้นว่าพลังงานนิวเคลียร์

ดังนั้นถามว่าพลังงานนิวเคลียร์ที่มันปล่อยออกมามันอยู่ในรูปแบบไหนจริงๆแล้วมันอยู่ใน2รูปแบบด้วยกันรูปแบบแรกก็คือรูปแบบของรังสีซึ่งเราก็จะเอารังสีไปใช้งานต่างๆมากมายไม่ว่าจจะเป็นทางการแพทย์แบบที่เราเคยได้ยินกันการฉายแสงการฉายรังสีหรือทางภาคอุตสาหกรรมภาคเกษรตกรรมเขาก็จะนำเอาไปใช้มากมาเลย

แต่อีกหนึ่งอย่างที่พลังงานนิวเคลียร์จะแผ่ออกมาด้วยก็คือพลังงานความร้อนซึ่งพลังงานความร้อนตรงนี้เป็นสิ่งที่เราจะนำเอามาผลิตกระแสไฟฟ้าโดยหลักการง่ายๆเมื่อเรามีพลังงานนิวเคียร์ที่ได้ปล่อยความร้อนออกมาเราก็เอาความร้อนนี้ไปต้มน้ำ

เมื่อเอาไปต้มน้ำ น้ำก็จะเกิดไอน้ำแล้วเขาจะเอาไอน้ำตรงนี้ไปปั่นกังหันโดยให้กังหันนี้ไปปั่นเครื่องกำหนดไฟฟ้าก็เลยได้ไฟฟ้าออกมานั่นเอง

สงครามไทยบุกโจมตีที่เมืองพระตะบองและเมืองเสียมราฐ

Published / by admin

สงครามไทยบุกโจมตี วันที่ 12ธันวาคม พุทธศักราช2483 เวลา 01.00นาฬิกา นายเรืออากาศ จวน สุกเสริม ผู้บังคับหมวดบบินที่1ฝูงบบินขับไล่ที่70นครพนมได้รับแจ้งว่าฝูงบินทิ้งระเบิดของฝรั่งเศสกำลังบินเข้ามาในไทย

แม้รู้ดีว่าสมรรถนะอาวุธของเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามเหนือกว่าแต่ด้วยความกล้าหารและสัญชาตญาณของนักรบจึงตัดสินใจนำเครื่องบินฮอว์ค 3ขึ้นบินขับไล่ทันทีจนในที่สุดถูกฝ่ายตรงข้ามยิงตกที่บ้านตาลและประเทศไทยได้สูญเสียวีรบุรุษของชาติไปอีกหนึ่งท่าน

ซึ่งการรบได้เปิดฉากขึ้นมาอีกครั้งในวันที่8 มกราคม พุทธศักราช2484 เครื่องบินฮอว์ค75 จำนวน3เครื่องได้บินคุ้มกันเครื่องบินนาโงยา 24เครื่องของไทยกลับจากการทิ้งระเบิดที่เมืองพระตะบองและเมืองเสียมราฐขณะบินผ่านนครวัดเพื่อกลับดอนเมืองเครื่องบินโมรานจำนวน4เครื่องได้วิ่งขึ้น เมืองเสียมราฐ 

โดย นายเรืออากาศตรี ผัน สุวรรณรักษ์ ตัดสิ้นใจจนำเครื่องบินฮอว์ค75เข้าโจมตี โดยมี นายอากาศเอก ทองอยู่ เกียรติบุตร เกาะหมู่ตามไปด้วย ส่วน จ่าอากาศเอก ทองคำ เปล่งขำก็ยังคงบินคุ้มกันต่อไป นายเรืออากาศตรี ผัน สุวรรณรักษ์ เกรงว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดของไทยจะถูกโจมตีจึงสั่งให้ นายอากาศเอก ทองอยู่ เกียรติบุตร กลับไปคุ้มกันเครื่อง นาโงยา ส่วนตนเองเข้าปะทะกับเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามทั้ง4เครื่องเพื่อถ่วงเวลาและบินไช่กันมาจนถึงศรีโสภณ

นอกจากนี้ เครื่องบินของฝรั่งเศสจนวิ่งกลับไปแม้ว่าเครื่องบินฮอว์ค75ของไทยจะโดนยิงแต่ก็สามารถคุ้มกันเครื่องบินทิ้งระเบิดไม่ให้ถูกโจมตีได้

วันที่ 10 มกราคม พุทธศักราช2484 เหล่าทหารกล้าภายใต้ชื่อฝูงบินพิบูลงครามนำเครื่องบิน นาโงยา ปฏิบัติภารกิจโจมตีทางอากาศที่สนามบินนครวัด โดยการนำของ นายนาวาอากาศโอ ขุนรณนภากาศ พร้อมนักบินที่ปรากฏชื่อประกอบด้วย

นายนาวาอากาศตรี หม่อนเจ้ารังษิยากร อาภากร นายเรืออากาศโท มานพ สุริยะ นายเรืออากาศโท ชุมสาย เอกฉันท์ พันจ่าอากาศเอก สว่าง พัตทอง พันจ่าอากาศโท สำราญ โกมลวิภาต พันจ่าอากาศโท จรูญ กฤษณราช พันจ่าอากาศโท บุญเยี่ยม ปั้นสุขสวัสดิ์ พันจ่าอากาตรี บุญ สุขสบาย จ่าอากาศเอก เกษม สินธุวรรณะ จ่าอากาศเอก แวว จันทศร

ซึ่งได้มีเครื่องบินฮอว์ค75อีก2เครื่องทำการบินคุ้มกันได้แก่ พันจ่าอากาศเอก สังวาล วรทรัพย์ และ จ่าอากาศเอก ทองคำเปล่งขำ และในครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เราต้องสูญเสียนักบินผู้กล้าไปในสมรภูมิรบ เมื่อเครื่องพันจ่าอากาศโท บุญเยี่ยม ปั้นสุขสวัสดิ์ และ พันจ่าอากาตรี บุญ สุขสบาย ถูกยิงตก พันจ่าอากาศโท บุญเยี่ยม ปั้นสุขสวัสดิ์ เสียชีวิตวันที่10มกราคม พ.ศ.2484 ด้วยความเศร้าของคนในประเทศไทย

 

สนับสนุนโดย.   สมัครเว็บ ufabet

นาค มาจากไหนกัน ?

Published / by admin

นาค มาจากไหนกัน เมื่อศาสนาพราหมณ์และพุทธได้เข้ามายังดินแดนอุษาขเณเอเชียตะวันออกฉียงใต้คำว่า นาค ได้ถูกนำเอามาใช้ทั้งในตระกลูภาษาไทยลาวและมอญเขมรในความหมายของ งู นั่นเป็นเพราะงูเป็นสัตว์เลือดเย็นไม่ขนปกคลัมร่างกายจึงสร้างจินตนาการเพิ่มเติมต่อมาให้หัวหน้างูทั้งหลายคือ นาค มีถิ่นที่อยู่ใต้ดินเรียกว่า บาดาล 

จากหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์อายุระหว่าง2,300ถึง1,800ปีที่ได้ขุดค้นพบที่อำเภอบ้านเชียงจังหวัดอุดรธานีภาชนะเขียนสีรูป งู แสดงถึงบทบาทในฐานะสัญลักษณ์ทางจิตวิญาณก่อนที่จะมีการรับเอาพระพุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนแถบนี้

เมื่อความเชื่อดั่งเดิมจะมีสัตว์อีกหลากหลายชนิดที่เป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญาณมีอำนาจดรบันดาลความอุดมสมบูรณ์ได้แต่งูคือสิ่งที่ผสานเข้ากับขติทางธรรมพระพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืนมากที่สุดตามตำนาน นาค คือผู้ที่ศรัทธาและปกป้องพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ชนพื้นเมืองสร้างขึ้นใหม่ให้สอดรับกับความเชื่อทางพุทธศาสนานั่นเอง

ซึ่งบ้านเมืองหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักมีตำนานของนาคที่สร้างบ้านเมืองอยู่ก่อนแล้วแต่ภายหลังต้องยอมต่อสิโรราบต่อพระพุทธเจ้าและรับเอาพุทธศาสนามาเป็นศาสนาประจำอาณาจักรของตนในดินแดนลุ่มน้ำโขงทั้งในไทยและลาว

ต่างมีความเชื่อกับเรื่องที่อยู่หรือรูพญานาคที่ผูกโยงเข้ากับศาสนสถานจำนวนมากเช่นพระธาตุดำในเวียงจันทร์ของลาวได้ถูกสร้างขึ้นครอบทับรูของนาคเชื่อว่าทำให้นาคไม่สามารถออกมาปปกป้องบ้านเมืองในยามอันตรายได้จนเป็นเหตุทำให้เวียงจันทร์ต้องพ่ายแพ้สงครามอยู่หลายครั้ง

โดยขนาดฝั่งไทยมีการสร้างพระธาตุปิดรูพญานาคเช่นพระธาตุพนมเชื่อว่านาคจะช่วยปกป้องคุ้มครองและเสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่พระธาตุมากยิ่งขึ้นในความเชื่อของฮินดูที่ปรากฏอยู่ในอุษาเขณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นาค ยังได้ทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์จึงปรากฏสะพานและบันไดนาคสร้างควบคู่ไปกับเทวสถานทุกๆแห่ง

ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับศาสนสถานในพุทธศาสนาการสร้างบันไดนาคขึ้นสู่วิหารหรือพระเจดีย์ถือเป็นคตินิยมในงานสถาปัตยกรรมที่พบได้อยู่เสมอบันไดนาคเสหมือนทางเชื่อมไปสู่ดินแดนพระอาทิตย์ที่อยู่ยอดบนสุดของจักรวาลขณะเดียวกันก็เป็นทางลงสำหรับผู้ที่มีบุญญาธิการทั้งหลายเฉกเช่นพระพุทธเจ้าที่เสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงสู่โลกมนุษย์ด้วยบันไดที่เทวดาและนาคได้ช่วยกันสร้างขึ้น

นอกจากนี้ นาค ยังได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนาในดินแดนนี้อย่างแนบแน่นและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตท้องถิ่นเช่นประเพณีไหลเรือไฟทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ประเพณีนี้จะเริ่มจัดกันหลังในช่วงเทศกาลออกพรรษาทุกๆปีเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จไปแสดงธรรมเทศนาโปรดแก่นาคและนาคได้ขอพระพุทธองค์ให้ประทับรอยรอยพระบาทไว้ ณ ริมน้ำธรรมนานทีประเพณีนี้จึงเป็นการบูชาทั้งพระพุทธเจ้าและนาคไปพร้อมกัน

 

สนับสนุนโดย.   ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

ตำนานศุกร์13

Published / by admin

ถ้าหากพูดถึงเรื่องราวของอาถรรพ์ที่สามารถสร้างความหวาดกลัวให้แก่คนไปเป็นจำนวนมากที่เป็นอันดับต้นๆของโลกก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของ ตำนานศุกร์13 ที่มีความเชื่อกันว่าถ้าหากศุกร์วันที่13ของเดือนใดตรงกับศุกร์ของสัปดาห์แล้ววันศุกร์ที่13นั้นก็จะกลายเป็นวันแห่งความโชคร้ายและเป็นอัปมงคลนั่นเอง

ซึ่งตรงความเชื่อของส่วนนี้ก็จะแฝงอยู่ในความเชื่อของชนชาติที่ผู้ภาษาอังกฤษไปทั่วโลกเลยโดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแล้วก็ยังได้มีบางประเทศตัวอย่างเช่นกรีซและสเปนที่ได้นับเอาวันอังคารที่13เป็นวัยแห่งความโชคร้ายดด้วยเช่นกัน

โดยได้มีผู้คนหลายสิบล้านคนจากทั่วโลกที่ได้เชื่อเรื่องราวอาถรรพ์ของวันศุกร์13ชนิดที่ว่าเมื่อวันศุกร์13มาถึงพวกเขาก็จะไม่กล้าที่จะออกจากบ้านและเชื่อว่าวันดังกล่าวนี้หากจะทำการสิ่งใดก็จะไม่สำเร็จและยังอาจจะเกิดความอันตรายที่ร้ายแรงขึ้นมาได้อีกด้วยหรือแม้กระทั่งบางคนกลัวหนักมากๆจนไม่กล้าที่จะเอ่ยคำส่าศุกร์13เลยก็มี

ซึ่งเราได้เรียกอาการกลัวดังกล่าวนี้ว่า “ โรคกลัววันศุกร์13นั่นเอง “ 

โดยคำว่าFriggaก็มาตากคำว่า Fridayหรือว่าวันศุกร์ในภาษาน็อตโบราณและคำว่ามาจากTriskaideka13นั่นเองโดยจุดเริ่มต้นตำนานความเชื่อของศุกร์13ก็มีที่มาจากสองความเชื่อที่มารวมถึงนั่นก็คือความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข13ที่เชื่อว่าเป็นตัวเลขแห่งความโชคร้ายมารวมกันกับความเชื่อที่ว่าวันศุกร์นั้นก็เป้นวันแห่งความโชคร้ายเช่นเดียวกันนั่นเอง

ดังนั้นแล้วในความเชื่อที่ว่าเลข13นั่นเป็นเลขแห่งความโชคร้ายมันได้มีมานานหลายศตวรรษแล้วโยความเชื่อที่เกี่ยวกับเลข13นี้อาจจะมีมาตั้งแต่1,700ปีก่อนคริสตกาลเลยเราจะเห็นได้จากกฎหมายฮามูลาบีของชาวบาบิลอนในสมัยโบราณที่ได้ถูกจารึกอยู่ในแผ่นศิลาที่จะไม่ปรากฏเลข13ให้ได้เห็น

เนื่องจากนี้จะมีเลข1-12แล้วก็จะข้ามไปเลข20-30-40เลยและชาวอียิปต์โบราณก็ยังได้เชื่อถือว่าเลข13นั้นได้เป็นสัญลักษณ์แห่งความตายนั่นเองโดยเรื่องราวความเชื่อที่เกี่ยวกับเลข13นี้ในปีคริสตศักราช1881เคยมีองค์กรหนึ่งที่มีชื่อว่าThirteen Olibได้ถูกก่อตั้งขึ้นแล้วก็พยายามที่จะแก้ไขความเชื่อที่น่ากลัวของเลข13นี้ให้มันได้หายไป

ซึ่งในการประชุมครั้งแรกขององค์กรนี้ได้มีสมาชิกขององค์กร13คนก็เดินผ่านใต้บันไดที่จะเดินเข้าไปที่มีเกลือโปรยอยู่ไปทั่วเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้กลัวต่อเลข13แต่อย่างใดนั่นเองโดยคนกลุ่มนี้ก็มีอายุยืนมาหลายปีแล้วและมีสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง400คนเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย.   ufabet เว็บไหนดี