ขึ้นเขาเผาข้าวหลาม

Published / by admin

ประเพณีขึ้นเขาเผาข้าวหลาม

       มีคนอพยพมาจากเวียนจันทน์ มาอาศัยอยู่ทีอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ในช่วงเกี่ยวขาวบ้านจะนำข้าวมาทำเป็นข้าวหลามมาเผาในกระบอกไม้ไผ่สีสุกไปถวายพระ อย่างพร้อมใจกัน โดยจะทำการเผาข้าวหลามก่อนวันทำบุญหนึ่งวัน คือวันขึ้น 14ค่ำ เดือน 3 และจะนำไปถวายพระในวันขึ้น 15ค่ำ เดือน3 ของทุกปี ซึ่งวัดดงยางจะตั้งอยู่บนยอดเขา ใช้ระยะทางในการเดินเท้าประมาณ 5-6 กิโลเมตร ต้องเดินผ่านป่า เพื่อที่จะไปปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลองได้ การเดินขึ้นเขาไปทำบุญนี้จะต้องผ่านหมู่บ้านหัวสำโรงเป็นประจำ ชาวบ้านระแวกนั้นจึงได้รับประเพณีไปด้วย และทางโรงเรียนหัวสำโรงได้จัดให้มีงานเผาข้าวหลามนี้อย่างยิ่งใหญ่ไปด้วย 

ประวัติวัดดงยาง

       สมัยก่อนนั้นวัดดงยางเป็นเพียงสำนักสงฆ์ ในสำนักสงฆ์ได้มีพระพุทธรูปกับรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่ในวิหารหลังที่มีที่เดียวในสำนักสงฆ์นั้น ต่อมาได้เกิดไฟไหม้ ชาวบ้านจึงได้ย้าย รอยพระพุทธบาท กับ พระพุทธรูปที่หลงเหลือจากการเหตุการณ์นั้นมาได้ และได้ย้ายมาไว้ข้างล่าง จนกระทั่งได้ทำมีการจัดสร้างวัดขึ้นมาใหม่ บนเขาและได้แยกการทำวิหารออกไปหลายชนิด เช่นสร้างเป็นวิหารพระพุทธชินราช พระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ และได้ทำการสร้างวิหารครอบรอยพรพุทธบาทจำลองไว้ด้วย

กิจกรรมในงานขึ้นเขาเผาข้าวหลาม

       ทางหน่วยงานของรัฐได้ให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้มาก โดยจะจัดให้มีขบวนแห่ด้วยม้า และชาวบ้านก็จะมาร่วมในขบวนแห่นี้มากมาย และให้มีการเผาข้าวหลามโชว์ในงาน เมื่อเผาเสร็จก็จะนำข้าวหลามนี้ไปถวายพระ และมีการประกวดการเผาข้าวหลามขึ้น ในช่วงบ่ายก็จะนำขบวนแห่ขึ้นไปยังวัดดงยาง การเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงวัด และสองข้างทางจะมีป่ารายล้อม ส่วนทางขึ้นวัดนั้นจะมีบันไดทั้งหมด 718 ขั้น

และระหว่างทางจะมีจุดคอยบริการน้ำดื่มไว้ให้ด้วย และจะมีร้านค้าขายอาหารไว้คอยบริการ และเมื่อขึ้นไปถึงบนเขาจะหายเหนื่อยทันทีด้วยการชมทิวทัศที่สวยงามเมื่อมองมาข้างล่าง และทางวัดยังจัดให้มีการฉายหนัง มีลิเก รำวงในงานนี้อีกด้วย

ในปัจจุบันการคมนาคมสะดวกขึ้น การไปทำบุญที่วัดดงยางจึงสะดวกขึ้นชาวบ้านบางคนใช้จักยาน มอเตอร์ไซ หรือรถยนต์ ในการไปวัด การเผาข้าวหลามจึงไม่ค่อยทำการเผากันแล้ว แต่ยังมีการไปทำบุญที่วัดแห่งนี้ในวันสำคัญทางศาสนา และทางวัดจึงงดเรื่องงานรื่นเริงออกไป และการทำบุญก็ยังใช้ข้าวหลามมาทำบุญเหมือนเดิม

การตกปลา

Published / by admin

การตกปลาชะโดในบ่อหน้าดินนั้นก่อนอื่นเลยที่เรานั้นจะต้องรู้และแหล่งที่จะมีปลาชะโดนั้นอาศัยอยู่จริง การตกปลาชะโดนั้นสำคัญเลยก็คือ เหยื่อที่เรานั้นจะอ่อยปลาชะโดและเหยื่อที่จะใช้สำหรับในการตกปลาชะโด

ซึ่งเหล่านักตกปลาชะโดนั้นต่างก็มีเทคนิดที่ไม่เหมือนกันบางคนนั้นก็มีสูตรเฉพาะของตัวเองเอาไว้สำหรับในการตกปลาชะโด และที่สำคัญเลยก็จะเป็นตัวเบ็ด เหยื่อที่ใช้สำหรับปลากินเนื้อ สายเบ็ด รวมไปถึงองค์ประกอบต่างที่สำคัญ การตกปลาชะโดในบ่อหน้าดินนั้นต้องอาสัยความอดทนพอสมควรกว่าจะอ่อยเหยื่อให้ปลาชะโดนั้นได้กลิ่นหรือให้ปลาชะโดนั้นได้มากินเหยื่อที่เรานั้นอ่อยไว้ในจุดที่เราจะลงเบ็ด สำหรับตัวเบ็ดนั้นก็จะใช้ไม่เหมือนกันแล้วแต่สูตรของนักตกปลา บางคนก็จะใช้เบ็ดเบอร์ที่ไม่เล็กมาก

เพราะถ้าหากใช้เบ็ดที่มีเบอร์ขนาดที่เล็กก็จะทำให้ปลานั้นติดเบ็ดได้ไม่ดีเท่าไห่จึงจะทำให้ปลานั้นหลุดเบ็ดหรือไม่ติดเบ็ดเลยก็ได้ ตะข้อเบ็ดที่ใช้เห็นว่าจะเป็นขนาดเบอร์ 13 หรือท่านใดจะใช้เบอร์ใหญ่กว่านี้อีกหน่อยก็ได้แต่อย่าให้ใหญ่มากจนปลาไม่กินเบ็ดล่ะ สายเบ็ดก็อาจมีส่วนสำคัญเช่นกันถ้าเราใช้เล็กไปหรือไม่เหมากับแรงของปลาก็อาจจะทำให้สายนั้นขาดได้ ของแนะนำให้ใช้สาย pe จะดีกว่านะ เพราะจะมีลักษณะที่ทนและเหนียวกว่าสายธรรมดาทั่วไป 

สำหรับเหยื่อที่เอาไว้ใช้สำหรับการตกปลาชะโดนั้นจะเป็น อกไก่แช่เลือดวัวหรือควายก็ได้ หรือถ้ามีขี้ปลาทูจะยิ่งดีมากเป็นของโปรดของเหล่าปลาที่ชอบกินเนื้อที่สุด หั่นเนื้อไก่ใหญ่พอขนาดนิ้วโป้งมือนิดนึงเกี่ยวตะให้เต็มตัวเบ็ดไปเลยอย่าให้เห็นตัวเบ็ดเป็นอันขาด จากนั้นเราก็มาเตรียมของที่เอาไว้ใช้สำหรับในการอ่อยปลาชะโดกันเลยดีกว่า 

นำไก่มาสับและผสมกับเลือดวัวจากนั้นก็สาดอ่อยลงไปตรงที่เรานั้นจะเอาเบ็ดลงไปตกหรือท่านใดที่มีสูตรในการอ่อยทีดีกว่านี้ก็สามารถอ่อยได้เลย พอปลาชะโดนั้นได้ติดเบ็ดแล้วก็ต่อสายให้ปลาสักหน่อยเพื่อให้ได้ความชัวว่าปลานั้นติดเบ็ดจริงหรือป่าว อย่าลืมนะสิ่งที่สำคัญก่อนที่เรานั้นจะทำการตีเบ็ดลงไปนั้นเราควรอ่อยปลาชะโดนั้นก่อนจะดีกว่าเพื่อให้ปลานั้นได้กลิ่นและกินเบ็ดได้ไว้ขึ้น

อย่างไรก็ตามนำเอาไปลองตกกันดูได้นะรับลองได้เลยว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

Art (ศิลปะกับการพัฒนาสมอง)

Published / by admin

บางคนอาจจะสงสัยว่าศิลปะนั้นสามารถช่วยพัฒนาสมองได้จริงหรือไม่ ในทางวิทยาศาสตร์นั้นบอกว่าเป็นความจริง ศิลปะช่วยในการพัฒนาสมองได้ เพราะศิลปะคือตัวที่ทำให้เกิดกระบวนการคิดการจิตรนาการเมื่อเกิดการะบวนการทางความคิดแล้วนั้น ก็คือการที่สมองได้ใช้งานร่วมกับการจินตนการ เมื่อสมองเกิดการใช้งานก็เกิดเป็นการพัฒนาขึ้นมา เพราะเมื่อจินตนการแล้ว จินตนาการทางศิลปะจะไม่มีที่สิ้นสุด

สามารถจินตนการและต่อยอดได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ และนี่แหละคือการที่สมองได้พัฒนา ศิลปะนั้นยังทำให้เกิดความเพลิดเพลินจรรโลงใจด้วย และสามารถช่วยบรรเทาและลดความเครียดได้ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายและตัวเราด้วย เพราะศิลปะทำให้จิตใจที่หยาบกะด้างถูกขัดเกลาด้วยศิลปะนั้น ทำให้อารมณ์และจิตใจอ่อนไหว สามารถช่วยเยียวยาอาการเจ็บป่วยทั้งทางใจและทางกายได้ดีอีกด้วย

โดยนักวิทยาศาสตร์ได้มีการวิจัยว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์นั้นมีความฉลาดเกิดจากการที่เส้นประสารทรวมตัวกันเป็นวงจรประสารท โดยวงจรนี้ประกอบไปด้วยเซลล์ต่างๆ และเมื่อมีการรวมตัวของเซลล์ต่างๆ เซลล์ต่างๆมีการจัดระเบียบเซลล์ ยิ่งมีการจัดระบบระเบียบเซลล์ได้เป็นระบบและดีมากเท่าไหร่ก็แสดงถึงความฉลาดของมนุษย์คนนั้นนั่นเอง

การที่เซลล์ต่างๆของมนุษย์นั้นสามารถมาเรียงตัวเป็นระบบเซลล์ได้จะต้องได้รับการกระตุ้นจากประสารทสัมผัสทั้งห้านั่นเอง คือ  การเกิดการกระตุ้นที่ท้าทายทางด้านความคิดของมนุษย์ การฝึกเพื่อแก้ไขปัญหาและการฝึกการจินตนาการต่างๆ แน่นอนว่าหากเราอยากที่จะฉลาดแล้วนั้น เราควรจะปฏิบัติในการท้าทายทางด้านความคิด และการฝึกจินตนาการต่างๆ การพัฒนาสมองด้วยศิลปะจึงถือว่าเป็นการได้พัฒนาสมองในทุกๆด้าน

ดังนั้นการพัฒนาสมองด้วยศิลปะนั้นควรเริ่มปฏิบัติตั้งแต่วัยเด็กเพราะเพื่อเป็นการปลูกฝังการฝึกศิลปะเพื่อช่วยขัดเกลาทางด้านอารมณ์และจิตใจแล้วนั้นเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักใช้จินตนาการ เพราะการจิตนาการสามารถนำไปต่อยอดอย่างไม่สิ้นสุดได้ และเมื่อการฝึกศิลปะมีการฝึกมาตั้งแต่เด็กเมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้นเชื่อว่าสมองจะมีการจัดระเบียบเซลล์ที่ดี เพราะมีการฝึกและการกระทำซ้ำๆทางศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตมาเป็นคนฉลาดก็จะทำให้สามารถจิตนาการสิ่งใหม่ๆได้อยู่เสมอ

ก็จะทำให้เกิดความคิดและจินตนาการและพัฒนาให้เกิดสิ่งใหม่ๆกับโลกใบนี้ได้ต่อไป เห็นไหมว่าศิลปะไม่ได้มีไว้เพื่อความเพลิดเพลินจรรโลงใจเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยขัดเกลามนุษย์และสามารสช่วยเรื่องการจัดการระบบเซลล์ในสมองได้อีกด้วย เราควรจะมีการฝึกและใช้เวลาว่างกับศิลปะอยู่สม่ำเสมอ

ประวัติศาสตร์ทางภาคอีสาน

Published / by admin

สำหรับสถานที่โบราณที่ได้มีการขุดค้นพบนั้นเป็นสถานที่โบราณที่มีอายุมาหลายช่วงอายุคนและได้มีสิ่งของเก่าแก่มากมายที่ยังได้หลงเหลือให้พวกเรานั้นได้ดูกันสถานที่โบราณแห่งนี้ซึ่งได้ถูกค้นพบที่ภาคอีสานเป็นส่วนใหญ่และก็ได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่เพื่อให้เห็นถึงความเก่าแก่ของสถานที่โบราณแห่งนี้อีกทั้งยังมีภาษา กู่ ที่เขาเอาไว้เรียกกันในสมัยก่อนยุคโบราณอีกด้วย

กู่ เป็นคำที่นิยมใช้ในจังหวัดขอนแก่น สกลนคร และ มหาสารคาม

หมายถึงปราสาทหรือเจดีย์และยังรวมไปถึงในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือโบราณสถาน ซึ่งผู้คนก็ได้ให้ความเคารพและมากราบไหว้สืบต่อกันมาหลายช่วงอายุคนกู่บ้านเขวาหรือปรางค์กู่มหาตุตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองมหาสารคามเป็นโบราณสถานที่มีอายุราวๆพพุทธศตวรรษที่18ก่อสร้างขึ้นด้วยศิลาแลงเป็นรูปกระโจมสี่เหลี่ยมกรมศิลปากรได้

ทำการขุดแต่งและบูรณะด้วยวิธีแบบโบราณโดยการเอาก่อหินออกจากนั้นก็นำเอามาประกอบขึ้นมาใหม่เข้าที่เดิมผังหลักของอำเภอกู่บ้านเขวาประกอบไปด้วยปราสาทประทานก่อขึ้นด้วยศิลาแลงสูงจากพื้นดินถึงยอดวัดได้ประมาณ8เมตรมีประตูเข้าออกทางด้านของทิศตะวันออกส่วนอีกสามด้านเป็นประตูหรอกเรือนทาสหรือครั้งพักก็ได้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุมขนาดกว้างยาวด้านละ5เมตรมีมุกต่อยื่นอยู่ด้านหน้าส่วนบนทำเป็นชั้นเลียนแบบเรือนทาสซ้อนกันขึ้นไปสี่ชั้นจนถึงส่วนบัวยอดปราสาท

บริเวณด้านมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้มีวิหารหรือบันนารายตั้งอยู่แต่ก็คงจะเหลือแค่เพียงส่วนฐานลากเท่านั้นอาคารทั้งสองหลักตั้งอยู่ในภายวงล้อมของกำแพงแก้ว ซึ่งได้ก่อสร้างขึ้นจากศิลาแลงเป็นรูปสี่เลี่ยมพื้นผ้ามีขนาดกว้าง25เมตรมีขนาดความยาว37เมตรโดยมีประตูซุ้มหรือโคปุระเป็นทางเข้าออกจากผังสถานปติยกรรมก็จะเห็นว่ากู่บ้านเขวามีองประกอบไม่ต่างกับกู่สันตรัตน์ที่อำเภอนาดูนซึ่งได้ตรงกับแผ่นผังโครงสร้างอาคารตามแบบบาณที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศาสตร์สถานประจำสถานพยาบาลหรืออโรขยาสาร 

การจารึกของปราสาท ตาพรหม ของขอมไกล่าวเอาไว้ว่าในสมัยพระเจ้าวรมันที่7ได้มีการสร้างอโรขญาสารเอาไว้มากกว่า100แห่งทั่วราชอาณาจักรเพื่อเป็นสถานพยาบาลสำหรับประชาชนของพระองค์ ซึ่งทางภาคอีสานของประเทศไทยในปัจจุบันได้ค้นพบอยู่23แห่งได้กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ

โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดอีสานใต้อโรขญาสารในแต่ละแห่งนอกจากจะมีตัววิหารปราสาทหินยังได้มีปราสาทอื่นๆอีกหลายหลัง เช่น เรือนนอน บ้านพักเจ้าหน้าที่ เรือนปรุง และ เก็บยาแต่ทั้งหมดนั้นจะก่อสร้างขึ้นด้วยไม้จึงได้มีการผุกพังไม่หลงเหลือให้เห็นเป็นหลักฐานจะพบแต่เพียงข้าวของเครื่องใช้ในยุคนั้น

อารยธรรมเก่าแก่ของเมืองโคราช

Published / by admin

คุณเคยสงสัยหรืป่าวว่าที่อำเภอสูงเนินนั้นมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไรที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และมีอยู่อายุมาหลายช่วงอายุคนนอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์โบราณคดีก็ยังให้ข้อสงสัยกันอีกว่าน่าจะมีวัถุโบราณชิ้นส่วนอื่นๆหลงเหลืออยู่บ้างจากนั้นก้ได้พบปราสาทเก่าแก่ที่มีอายุมาหลายพันปี

นอกจากโบราณสถาน3แห่งในเขตอำเภอสูงเนิน

ซึ่งล้วนเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับอิทธิพลศิลปะมาจากขอมโบราณทั้งสิ้นนั่นก็คือปราสาทเมืองแขกปราสาทโนนกู่และปราสาทเมืองเก่าปราสาทเมืองแขกเป็นปราสาทศิลปะขอมที่ได้สร้างจากหินทรายผสมผสานด้วยอิฐซึ่งถือว่ามีขนาดที่ใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมาและยังมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมดูแตกต่าง

จากปราสาทของหลังอื่นๆที่ได้พบอยู่ในพื้นที่ไกล้เคียงแผ่นผังของการสร้างปราสาทนั้นด้านในสุดเป็นปราสาทสามหลังตั้งอยู่บนฐานด้วยกันหันหน้าไปทางทิศเหนือปราสาทประทานองค์กลางมีมุกต่อออกมาจากทางด้านหน้าแบบที่เรียกว่ามนดกแต่ปรางค์ด้านซ้ายขาวได้แตกหักเสียงหายเหลือแต่แค่เพียงฐาน เช่นด้วยกับอาคารสองหลังทางด้านข้างของปรางค์ประทาน

ซึ่งมันคงจะเป็นวิหารอาคารทั้งหมดได้ตั้งอยู่ภายในวงล้อมของกำแพงแก้วที่ก่อด้วยอิฐจากนั้นก้ได้มีการขุดคูน้ำค้นดินกั้นเอาไว้อีกชั้นหนึ่งจากนั้นถัดออกมาจากคูน้ำยังมีการสร้างกำแพงเป็นแนวที่สองโดยมีแนวทางเดินเชื่อมผ่านโคปูระหรือซุ้มประตากปรางค์ประทานสู่ภายข้างนอกและในส่วนภสยด้านนอกกำแพงจะมีด้านนอกอีกสองหลัง

ที่มีขนาดค่อนข้างที่จะใหญ่และได้สร้างหันหน้าเข้าหากันซึ่งในปัจจุบันนั้นจะเหลือแค่เพียงฐานและส่วนตัวของอาคารหน้าจะสร้างด้วยไม้จึงได้ผุกพังไปหมดจนไม่เหลือเคาโครงให้เห็นจากการที่ได้ขุดแต่งบริเวณปราสาทของกรม ศิลปากรก็ได้พบหลักฐานเป็นโบราณวัถุหลายชิ้นเช่นทบหลังศิสาจารึก

รวมไปถึงศิวารึงฐานศิวารึงและลูกโคนนทิซึ่งได้สามารถบ่งชี้ให้เห็นว่าปราสาทในเมืองแขกแห่งนี้ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสตร์สถานในศาสนาพราหมณ์และทิไศวะนิกายหรือฮินดูเพื่อประกอบเป็นพิธีถวายพะรศิวะหรือพระอิศวรซึ่งได้เป็นเทพเจ้าที่ได้รับการยกย่องให้เป็นใหญ่เหนือเทพเจ้าทั้งปวง

  ห่างออกไปจากปราสาทเมืองแขกเพียงไม่กี่ร้อนเมตรคือที่ตั้งของ ปราสาทโนนกู่ ซึ่งได้เป็นปราสาทอีกหลังของเมืองโคราฆปูระปราสาทโนนกู่เป็นปราสาทขนาดเล็กสสร่างด้วยอิฐและหินทรายสันนิษฐานว่าได้สร้างขึ้นในเวลสไกล้เคียงกันกับปราสาทเมืองแขกคือในราวกลางศตวรรษที่15และยังเป็นศาสตร์สถานฮินดูเช่นเดียวกันแผ่นผังของการสร้างปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้ามีโคปูระและซุ้มประตูทั้งสองข้างคือทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก

ประวัติตรุษจีนที่เกี่ยวกับพระเจ้าเตา

Published / by admin

ประวัติตรุษจีนที่เกี่ยวกับพระเจ้าเตา

ประเพณีตรุษจีนนั้นถือได้ว่าเป็นประเพณีของประเทศบ้านเขาที่มีมาตั้งแต่ในสมัยยุคโบราณแต่ก็ยังไม่มีใครนั้นเข้าใจได้ว่าวันตรุษจีนนั้นมีมาตั้งแต่ครั้งเมื่อไรกันหรืออาจจะเป็นในสมัยราชวงค์เซี่ยเมื่อ4000ปีที่แล้วในหนังสือของจีนที่ได้มีการระบุเอาไว้และได้เขียนยถึงประเพณีของจีนไว้

วันตรษจีนนั้นให้เรานั้นทำตัวให้สดชื่นเข้าไว้และพยายามใส่ชุดใหม่ๆ

ในวันตรุษจีนเมื่อความเชื่อกันว่าหากได้ใส่ชุดใหม่หรือมีจิตใจที่สดใสว่ากันว่าจะได้รับสิ่งดีๆเข้ามาและยังมีประเพณีที่ถือเหมือนๆกันอย่างหนึ่งว่าในตามประเพณีของจีนนั้นจะถือเรื่องมงคลตามประเพณีจีนของจะติดรูปเทพารักษ์และก็กราบกลอนเอาไว้ที่ประตูบ้านทั้งซ้ายและขาวเพื่อความเป็นสิริมงคลของครองครัวรูปเทพารักษ์ประจำตัวของจีนนั้น

มีเรื่องเล่ากันหลายอย่างแต่ที่รู้กันมาในแพร่หลายก็คือเรื่องพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ได้ทำผิดสันญาเป็นเหตุให้พญามงกรได้ถูกประหารชีวิตเมื่อพระเจ้ามงกรตายไปแล้วพระเจ้าถังไท่จงก็เลยถูกวิญญาณมงกรรบกวนจนนอนไม่หลับในที่สุดก็หาวิธีแก้โดยให้ทหารเอกมานอนเฝ้าหน้าประตูวิญญาณมงกรก็หายไป

แต่การที่ให้ทหารมายื่นอยู่ทั้งปีทั้งชาตินี้ก็คงจะเป็นไปไม่ได้เพราว่าทหารเอกก็จะต้องมีเวลาไปทำอย่างอื่นจากนั้นก็มมีผู้แนะนำให้เขียนรูปทหารเอกเอาไว้ที่ประตูแทนปรากฏว่าได้ผลเช่นเดียวกันจากนั้นก็ได้เกินเป็นประเพณีทำรูปทหารเอกเอาไว้ที่หน้าประตูสืบมาจากนั้นก็กลายมาเป็นสเทพารักษ์รูปทั้งสองนี้บางทีก็เขียนลงในแผ่นไม้ต้นท้อแขวนในที่ประตูในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่บางบ้านที่มีประตูบานเดียว

ก็จะมีรูปเจ้ารูปตูเดียวอีกชนิดหนึ่งคนจีนมีเจ้าหลายองค์เพราะฉะนั้นก่อนจะถึงวันตรุษจีนจะต้องทำความสะอาดบ้านเรือนเอาไว้คอยรับเจ้าเจ้าที่จะได้รับเชิญเข้ามาในบ้านนอกจากเจ้าประตูที่ว่าแล้วก็ยังมีเจ้าเตาซึ่งถือว่าเป็นเจ้าสำคัญประจำบ้านคือในเมืองจีนนั้นทุกบ้านจะมีเตาก่อด้วยอิฐโบกปูเหนือเตานี่ล่ะเป็นที่ประทับของเจ้าเตาตามรูปเขียนที่คนจีนนั้น

เขียนเจ้าเตามีหน้าตาค่อนข้างไปทางสี่เหลี่ยมหน้าสี่เลี่ยมหูใหญ่เคายาวมีประเพณีเกี่ยวกับเจ้าเตาอย่างหนึ่งก็คือเมื่อเจ้าสาวได้แต่งกันแล้วเข้ามาอยู่ในบ้านสามีซึ่งแรกที่จะต้องทำก็คือจะต้องไหว้เจ้าเตาและเมื่อมีลูกชายก็ต้องให้ไปไหว้เจ้าเตารวมไปถึงไม่ว่าจะมีคนเจ็บคนตายก็ต้องรายงานให้เจ้าเตาทราบเพราะในตอนปลายปีของทุกปีเจ้าเตาจะขึ้นไปเฝ้าฮ่องเต้

การเลือกสีห้องนั่งเล่น

Published / by admin

การเลือกสีห้องนั่งเล่นตามหลักฮวงจุ้ย

    สำหรับห้องนั่งเล่นในบ้านเรือนนั้นนับเป็นห้องที่แสดงถึงหน้าตาและฐานะของ เจ้าของบ้าน และห้องนั่งเล่นยังเป็นห้องที่เป็นศูนย์รวมให้ทุกคนในคอบครัวได้มาอยู่รวมกัน ดังนั้นการจัดห้องนั่งเล่นให้เหมาะกับคนที่อยู่เหมาะกับหลักฮวงจุ้ยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

โดยการใช้สีห้องนั่งเล่น ควรจะเน้นเป็นสีอ่อน หรือสีสันที่สดใจ ไม่ดูร้อนแรงจนเกินไป แต่ก็ใช้ว่าจะใช้โทนสีสดใสอย่างเดียวแล้วจะดี การแต่งห้องนั่งเล่นควรมีการใช้สีทั้งแบบสดใสและร้อนแรงบางจุดควบคู่กันไป  โดยดูจากทิศทางการวางห้องนั่งเล่นว่าอยู่ในทิศทางใด

วันนี้เราจะนำควรรู้เรื่องของสีและทิศของห้องนั่งเล่นมาแนะนำในการตกแต่งห้องนั่งเล่นให้บ้านของเราน่าอยู่และอยู่แล้วคนในบ้านจะมีแต่ความสุขความเจริญมาฝากกันค่ะ

  • ทิศเหนือ 

 หากใครที่สร้างห้องนั่งเล่นของตัวบ้านไว้ทางทิศเหนือซึ่งเป็นทิศของธาตุน้ำ จะต้องใช้สีดำ  สีฟ้าและสีน้ำเงินในการทาผนังห้องแต่สีเหล่านี้ก็ดูจะไม่ค่อยเข้ากับห้องนั่งเล่นสักเท่าไหร่ ดังนั้นเราจึงมีวิธีการแก้ให้ด้วยการใช้สีเหล่านี้แค่บางจุดภายในห้องก็พอโดยนำสีที่สามารถเสริมพลัง หยางมาเสริม เช่น สีเทา สีขาว หรือสีเขียว

  • ทิศใต้

สำหรับสีห้องนั่งเล่นที่เหมาะกับทิศใต้คือ สีแดง สีส้ม และสีชมพูเพราะเป็นธาตุไฟแต่ลองคิดดูสิว่าถ้าห้องนั่นเล่นสีนี้คงไม่ดีเท่าไหร่ ดังนั้น จึงควรใช้สีที่มาช่วยปรับสมดุลเป็นสีน้ำตาลหรือสีเขียวแทน

  • ทิศตะวันตกและทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

สำหรับทิศนี้เป็นของธาตุเหล็กจึงต้องเป็นสี บรอนซ์ สีเหลืองหรือสีขาว และสีทอง แต่ถ้าแม้จะเป็นธาตุเหล็กแต่ก็สามารถนำธาตุดินมาช่วยได้ เช่น สีน้ำตาล และสีเบจ มาช่วยเสริม ส่วนสีของธาตุที่ควรหลีกเลี่ยงคือธาตุน้ำ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ สีฟ้า สำน้ำเงิน หรือสีดำมาตกแต่ง

  • ทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงใต้

สำหรับทิศนี้จะเป็นทิศของธาตุดิน ซึ่งธาตุดินจะเหมาะกับ สีเบจ สีครีม และสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเหลือง  แต่ไม่ควรใช้สี เทา สีขาวและสีเขียว เพราะเป็นสีของธาตุไม้และธาตุเหล็ก

นี่เป็นตัวอย่างการปรับแต่งห้องนั่งเล่น ให้เหมาะกับทิศทางและฮวงจุ้ยของบ้าน ซึ่งหากมีการทาสีที่อาจจะไม่ถูกตามหลักฮวงจุ้ยไปแล้วเราไม่จำเป็นต้องเอาสีอื่นมาทาทับเพียงแค่หาสีสิ่งของที่จะนำมาประดับตกแต่งห้องนั่งเล่นให้เป็นสีตามหลักที่ถูกต้องมาวางเอาไว้ก็สามารถที่จะแก้เคล็ดได้เช่นกัน

ประเพณีรับบัวเป็นอย่างไรนะ

Published / by admin

ประเพณีรับบัวหรือประเพณีแห่งสายน้ำที่มีการจัดตั้งขึ้นมายาวนานของคนไทย

ซึ่งปัจจุบันประเพณีนี้อยู่ที่จังหวัด สมุทรปราการ จะมีการเริ่มจัดงานในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี โดยที่เรื่องราวการจัดงานนี้ขึ้นเกิดจากที่ในสมัยก่อนชาวชุมชนบางพลี จะมีประชาชนอาศัยอยู่สามารถแบ่ฃออกได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ๆคือ คนไทยดั้งเดิมในพื้นที่ คนมอญ และ คนลาว โดยทุกคนใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ในชุมชนมาช้านาน อย่างมีความสุข

 ประเพณีรับบัวนั้นเริ่มแรกเดิมทีเกิดจากที่ชาวบ้านนั้นเป็นคนมีน้ำใจแก่เพื่อนร่วมชุมชน

เรื่องมีอยู่ว่าคนมอญที่ได้มาทำงานอยู่กับคนคนในท้องถิ่นบางแก้ว ซึ่งในช่วงเข้าพรรษาคนมอญที่ได้มาทำงานอยู่ด้วย จะขอเดินทางกลับบ้านไปทำบุญที่อำเภอพระประแดง และได้มีการเก็บเอาดอกบัวมาถวายพระสงฆ์และส่วนหนึ่งก้ได้นำมาฝากเพื่อนบ้านด้วย

มาในปีต่อมาในช่วงเวลาเดียวกันชาวบ้านในอำเภอเมืองและชาวพระประแดง ได้พายเรือออกมาเพื่อเก็บดอกบัวในเขตของอำเภอบางพลี และก็ถือว่าเป้นโอกาสดีที่ชาวบ้านทั้งสองอำเภอจะได้นมัสการองค์หลวงพ่อโต อีกทั้งสองอำเภอนั้นอยู่ติดกันใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อเดินทาง 

และเพื่อกระชับความสัมพันของคนในพื้นที่และต่างอำเภอแต่ล่ะลำเรือได้มีการร้องรำทำเพลงเพื่อให้เกิดความครึกครื้นในระหว่างเดินทาง และสำหรับการแห่องค์หลวงพ่อโตทางเรือนั้น เกิดจากเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ นางจั่นชาวบ้านในอำเภอบางพลีและชาวบ้านคนอื่นๆ ได้ร่วมกันสร้างองค์พระปฐมเจดีย์ ณ วัดบางพลีใหญ่ และได้ร่วมกันจัดงานแห่ผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์  ต่อมาได้เกิดการสืบทอดกันมาแต่เปลี่ยนวิธีเป็นแห่องค์หลวงพ่อโตองค์จำลองลัดเลาะไปทำลำคลองสำโรง เพื่อให้ประชาชนได้ออกมาสะการะ โดยดอกไม้ที่ใช้ในการสะการะนั้นก็คือดอกบัวเช่นเดิม 

โดยอย่างที่รู้ๆกันนั้นประเพณีโยนบัวนั้น มีแค่ใน อำเภอบางพลี  สมุทรปราการ เท่านั้น โดยที่ประเพณีนี้ใช้ดอกบัวเป็นเครื่องไหว้สะการะก็เพราะว่าในเขตบางพลีนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยดอกบัวหลวง

อยู่ไปทั่วตามแม่น้ำลำคลองหนองบึงภายในเขตพื้นที่บางพลี โดยที่ไกล้จะถึงเทศกาลดั่งกล่าวชาวบ้านก้จะนิยมพากันออกมาเก็บดอกบ้วภายในพื้นที่ตนเองอยู่หรือไกล้เคียงเพื่อนำไปถวายพระในวันดั่งกล่าว และในช่วงเวลาต่อมาชาวบ้านก็ได้มีการเก็บดอกบัวเพื่อคนที่ยังไม่มีและคนต่างพื้นที่จะมาขอแบ่งดอกบัวเพื่อไปถวายพระในวันงานและเพื่อความรวดเร็วในการส่งต่อดอกบัวจากเรือหนึ่งลำไปอีกหนึ่งรำ

จึงได้มีการโยนดอกบัวให้กันและกันจนกลายมาเป็นชื่อเรียกกันต่อมาว่าประเพณีโยนบัว 

ประวัติสุดเฮี้ยนของจังหวัดอ่างทอง

Published / by admin

เรื่องของคนในจังหวัดอ่างทองอย่างสุดเฮี้ยนในช่วงของปีหนึ่งน้ำนั้นได้แห้งไปหมดลมหนาวพัดแรงทั้งวันถ้าเป็นปีอื่นก็จะได้เกี่ยวข้าวกันแต่ช่วงนี้น้ำไม่มีเลยไม่มีข้าวเกี่ยวพอดินแห้งก็ไถ่หน้าดิบปลูกถั่วเขียนพอให้ได้เอาไปขายซื้อข้าวมากินป้าจ่างก็รีบไถ่ดิบซื่อเมล็ดมาปลูกกับลูกสาวลูกเขยอาศัยก็ไม่ได้วันๆเอาแต่นั่งเหม่ออยู่ที่ใต้ต้นมะม่วงเมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้

พึ่งจะมาเป็นก็ตอนที่น้ำท่วมเขาโดย ผี เล่นงานเอาแล้วผีอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนั้นป้าจ่างก็เล่าให้คนในหม฿บ้านฟังว่าลูกเขยของตัวเองเป็นคนไม่กลัว ผี กลางคืนก็เดินแบบไม่กลัวอะไรมีวันหนึ่งได้เดินกลับมาบ้าน พร้อมกับของเก่าแก่สมัยโบราณชิ้นหนึ่งเห็นแล้วแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นรูปอะไรมันเหมือนกับ

เป็ดดิบเผา หรือ ห่านหงส์แต่ป้าเห็นว่าเป็นรูปเป็ด

ป้าแก่ก็เลยถามลูกเขยว่าไปเอามาจากไหนเขาได้มาจาก โคกวัดอิฐ เมื่อก่อนที่ตรงนั้นเป็น วัดร้าง เคยมีสิ่งก่อสร้างต่างๆแต่ว่าตอนหลังไม่ว่า โบสถ์ วิหาร ก็พังไปหมด เจดีย์ ก็ไม่เหลือ ที่เหลือก็จะมีแต่ก้อนอิฐแดงๆเก่าๆฝังดิบอยู่ นอกจากนี้เคยมีเด็กคนหนึ่งได้เก็บอิฐแดงมาเล่นที่บ้านก็เกิดเรื่องขึ้นปรากฏว่า ผี ที่วัดอิฐ

ตามมาถึงบ้านนอนเพ้อทั้งคืน ผี จะฆ่าและจะเอาไปอยู่ด้วยพ่อแม่จึงถามว่าไปทำอะไรมาลูกจึงบอกว่าไปเล่นที่วัดอิฐ และได้เก็บเอาอิฐที่วัดมาเล่นที่บ้านด้วยจากนั้นพ่อและแม่จึงรีบจุดธูปบอกกล่าวว่าจะรีบนำไปคืนในวันพรุ่งนี้จากนั้นก็ปกติ

แต่สำหรับลูกเขยของป้าจ่างของเอามาแล้วและได้เอาไปขายเขาว่ามันแปลกดี

พวกสะสมของเก่าแปลกๆจะต้องอยากได้ ไม่ว่าป้าจ่างจะพูดยังไงลูกเขยก็ไม่ยอมเอาไปคืนซึ่งมีคนถูกผีวัดอิฐตามหลายคนแล้วที่ไปเอาของ โคกวัดอิฐ มาไม่ตายก็บ้าๆบอๆพูดยังไงลูกเขยก็ไม่ยอมเชื่อแถมยังหัวเราะและยังบอกอีกว่ามีอะไรที่ไหนกลัวกันไปเอง

เช้าวันหนึ่งลูกเขยเขาก็ได้นำของไปขายที่ตัวจังหวัดตกเย็นก็เมามาเลยเพราะขายของเก่าได้เอาเงินกินเหล้าร้องเพลงเสียงดังเหมือนกับมีความสุขตกกลางคืนวันนั้นลูกเขยป้าจ่ายก็ร้องเพ้อขึ้นมาและลุกขึ้นวิ่งไปรอบบ้านร้องกลัวแล้วๆไม่เอาแล้วๆเหมือนโดนผีวัดโคดอิฐเล่นงานส่วนแม่และลูกสาวก็จุดธุปก็ไม่หายส่วนคนที่ซื้อของเก่าไปก็โดนบีบคอและบอกว่าไม่เอาแล้วจะเอาไปคืนพอเช้าคนที่ซื้อของเก่าไปก็รีบมาจากตัวจังหวัดเอาของเก่ามาให้เขา

ให้เขานั้นได้เอาไปคืนที่เก่าแต่ลูกเขยนั้นไม่รู้เรื่องไม่รู้ภาษาอะไรแล้วป้าจ่างกับลูกสาวจึงได้นำไปคืนเองและได้จุดธูปบอกกล่าวขอให้ยกโทษให้กับลูกเขยเขาด้วยแต่ก็ไม่หายพาไปหาหมอ หาไปหาพระต่างๆแต่ก็ไม่ดีขึ้นสติก็ไม่กลับมา และนี่ก็คืออาถรรพ์ ของโคกวัดอิฐ

Fisheye Lens พื้นฐานเลนส์ที่ควรรู้

Published / by admin

เลนส์ประเภทนี้ส่วนมากแล้วจะเป็นเลนส์ที่อยู่ในระยะ Wide angle lens คือเลนส์มุมกว้างนั้นเอง

ยิ่งกว้างก็จะยิ่งมีความเป็น Fisheye มากขึ้นเรื่อย เพราะเป็นเรื่องของความโค้งของหน้าเลนส์ที่รับภาพเข้ามา นั้นทำให้เลนส์ที่มีระยะกว้างมากๆ จะทำให้เกิดความโค้งด้านข้างได้ง่ายเนื่องจากสูตรเลนส์นั้นเอง

แต่เลนส์ที่ถูกสร้างมาให้เป็นเฉพาะที่เรียกว่า Fisheye นี้เป็นการผลิตแบบพิเศษที่ตั้งใจให้มันวนมากสุดได้ถึง 180องศาเลยทีเดียว นั้นจึงทำให้เลนส์ชนิดนี้ค่อนข้างจะเป็นเลนส์เฉพาะทางที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก ใช่ว่าช่างภาพหรือคนเล่นกล้องจะอยากได้เลนส์ตัวนี้มาใช้เล่นๆ

เลนส์ประเภทนี้คือเลนส์ที่เรียกได้ว่ามีค่าความชัดลึกสูงที่สุด ก็คือแถมจะเรียกว่าไม่ต้องโฟกัสกันเลย

ได้ภาพชัดของฉากหลังถึงที่สุด แล้วก็ให้คาแรคเตอร์ที่ทำให้โลกเบี้ยวเป็นวงกลมเลยทีเดียว มักจะนิยมในงานถ่าย Landscape ที่ต้องการความพิเศษของภาพอย่างสูง แล้วก็มีมุมการระยะถ่ายกับระยะองศาให้เลือกอยู่ไม่มากนัก เพราะฉนั้นแต่ละค่ายก็จะมีเลนส์ชนิดนี้ไม่มากเท่าไหร่

มักจะมีแค่ไม่กี่ตัวหรอก เพราะฉนั้นใครสนใจก็ไปเลือกหาได้เลยไม่ต้องคิดเยอะ ที่มาของชื่อเลนส์ตาปลานี้ก็คือ หน้าเลนส์ที่นูนขึ้นมาเยอะมากนั้นทำให้การออกแบบสูตรเลนส์นั้นทำให้ด้านหน้าต้องเป็นเหมือนตาปลาแบบนั้น

เลนส์แบบนี้ที่จะว่าไปแล้วเป็นเลนส์ที่อันตรายต่อการเก็บนิดหน่อย

ด้วยที่ว่าหน้าเลนส์ที่นูนนั้นทำให้ ไม่สามารถหาฟิวเตอร์มาใช้ด้วยได้ แล้วอีกทั้งฝาเลนส์ก็จะเป็นแบบพิเศษทำให้ไม่สามารถหามาใช้ได้ง่ายๆถ้าทำหาย แล้วด้วยความนูน ถ้ามีอะไรไปขูดแล้วละก็เรื่องใหญ่แน่ๆ

ดังนั้นใครที่จะใช้เลนส์ประเภทนี้ต้องถามตัวเองแน่ๆว่าได้เอาเลนส์แบบนี้ไปใช้งานจริงๆรึปล่าว มีงานที่อยากจะต้องใช้ภาพเช่นนี้หรือปล่าว ถ้าคิดว่ายังไงก็ต้องมี ก็จัดมาโลดเลย