พลังงานไฟฟ้าผลิตขึ้นมาได้อย่างไรในเชอร์โนบิล

Published / by admin

พลังงานไฟฟ้าผลิตขึ้นมา ทุกคนรู้กันหรือไม่ว่าโลกของเราเคยมีวิกฤตการณ์โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดครั้งนึงที่รุนแรงมากๆเลยก็คือ โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลนั่นเอง

ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่ครบ35ปีแล้วดังนั้นวันนี้เราได้เอาเรื่องราวมาเล่าให้ทุกคนได้รู้กันว่าจริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นบ้างอย่างไรก่อนที่เราจะไปฟังเรื่องราวของเชอร์โนบิลว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างเราขอปูพื้นฐานให้ทุกคนก่อนเล็กน้อยเพราะทุกคนก็น่าจะสงสัยเหมือนกันแหละว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ดีมันกลายมาเป็นไฟฟ้าได้อย่างไง

หลายๆคนเมื่อนึกถึงเชอร์โนบิลก็จะนึกถึงรัสเซียและก็โซเวียตกันใช่ไหมแต่จริงๆแล้วเทคโนโลยีโรงฟฟ้านิวเคลียร์มันไม่ได้เกิดขึ้นที่รัสเซียหรือโซเวียตแต่มันเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาและที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงเวลาสงครามโลกครั้งที่2

เพราะพูดถึงระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดนิวเคลียร์ทุกคนก็น่าจะนึกถึงเหตุการณ์ที่ฮิโรชิมาแล้วก็นางาซากิกันใช่ไหม ใช่เลยเทคโนโลยีการนำพลังงานนิวเคลียร์มาผลิตไฟฟ้าก็เป็นหนึ่งในผลรับที่ได้มาจากBOMBซึ่งก็เป็นโครงการเดียวกันที่ผลิตนิวเคลียร์และระเบิดปรมาณูที่ใช้กันในช่วงสงครามโลกครั้งที่2

นอกจากนี้ระเบิดมันมาเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าได้อย่างไงก็ต้องบอกเลยว่าจริงๆแล้วการเกิดไฟฟ้ามันเกิดได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป้ฯวิธีธรรมชาติวิธีการเปลี่ยนพลังงานความร้อนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าวิธีเปลี่ยนปฏิกิริยาเคมีเป็นพลังงานไฟฟ้าแบบที่เราได้ทำการทดลองและวิธีการสุดท้ายคือการเหนื่ยวนำของแม่เหล็ก

แต่ว่าพลังงานนิวเคลียร์นี้จริงๆแล้วมันมีรายละเอียดมากกว่านั้นเพราะว่าสะสารต่างๆที่อยู่รอบตัวเรามันประกอบไปด้วยสิ่งเล็กที่เรียกว่าอะตอมในอะตอมต่างๆที่อยู่รอบตัวของเรามันจะมีแกนกลางอยู่ที่เรียกว่าNucleusทีนี่ www.ufabet.com ลิ้งเข้าเว็บไซต์คะ  เมื่อมันมีการเปลี่ยนแปลงNucleusมันจะแพร่พลังงานออกมาเราก็เลยเรียกพลังงานนั้นว่าพลังงานนิวเคลียร์

ดังนั้นถามว่าพลังงานนิวเคลียร์ที่มันปล่อยออกมามันอยู่ในรูปแบบไหนจริงๆแล้วมันอยู่ใน2รูปแบบด้วยกันรูปแบบแรกก็คือรูปแบบของรังสีซึ่งเราก็จะเอารังสีไปใช้งานต่างๆมากมายไม่ว่าจจะเป็นทางการแพทย์แบบที่เราเคยได้ยินกันการฉายแสงการฉายรังสีหรือทางภาคอุตสาหกรรมภาคเกษรตกรรมเขาก็จะนำเอาไปใช้มากมาเลย

แต่อีกหนึ่งอย่างที่พลังงานนิวเคลียร์จะแผ่ออกมาด้วยก็คือพลังงานความร้อนซึ่งพลังงานความร้อนตรงนี้เป็นสิ่งที่เราจะนำเอามาผลิตกระแสไฟฟ้าโดยหลักการง่ายๆเมื่อเรามีพลังงานนิวเคียร์ที่ได้ปล่อยความร้อนออกมาเราก็เอาความร้อนนี้ไปต้มน้ำ

เมื่อเอาไปต้มน้ำ น้ำก็จะเกิดไอน้ำแล้วเขาจะเอาไอน้ำตรงนี้ไปปั่นกังหันโดยให้กังหันนี้ไปปั่นเครื่องกำหนดไฟฟ้าก็เลยได้ไฟฟ้าออกมานั่นเอง

สงครามไทยบุกโจมตีที่เมืองพระตะบองและเมืองเสียมราฐ

Published / by admin

สงครามไทยบุกโจมตี วันที่ 12ธันวาคม พุทธศักราช2483 เวลา 01.00นาฬิกา นายเรืออากาศ จวน สุกเสริม ผู้บังคับหมวดบบินที่1ฝูงบบินขับไล่ที่70นครพนมได้รับแจ้งว่าฝูงบินทิ้งระเบิดของฝรั่งเศสกำลังบินเข้ามาในไทย

แม้รู้ดีว่าสมรรถนะอาวุธของเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามเหนือกว่าแต่ด้วยความกล้าหารและสัญชาตญาณของนักรบจึงตัดสินใจนำเครื่องบินฮอว์ค 3ขึ้นบินขับไล่ทันทีจนในที่สุดถูกฝ่ายตรงข้ามยิงตกที่บ้านตาลและประเทศไทยได้สูญเสียวีรบุรุษของชาติไปอีกหนึ่งท่าน

ซึ่งการรบได้เปิดฉากขึ้นมาอีกครั้งในวันที่8 มกราคม พุทธศักราช2484 เครื่องบินฮอว์ค75 จำนวน3เครื่องได้บินคุ้มกันเครื่องบินนาโงยา 24เครื่องของไทยกลับจากการทิ้งระเบิดที่เมืองพระตะบองและเมืองเสียมราฐขณะบินผ่านนครวัดเพื่อกลับดอนเมืองเครื่องบินโมรานจำนวน4เครื่องได้วิ่งขึ้น เมืองเสียมราฐ 

โดย นายเรืออากาศตรี ผัน สุวรรณรักษ์ ตัดสิ้นใจจนำเครื่องบินฮอว์ค75เข้าโจมตี โดยมี นายอากาศเอก ทองอยู่ เกียรติบุตร เกาะหมู่ตามไปด้วย ส่วน จ่าอากาศเอก ทองคำ เปล่งขำก็ยังคงบินคุ้มกันต่อไป นายเรืออากาศตรี ผัน สุวรรณรักษ์ เกรงว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดของไทยจะถูกโจมตีจึงสั่งให้ นายอากาศเอก ทองอยู่ เกียรติบุตร กลับไปคุ้มกันเครื่อง นาโงยา ส่วนตนเองเข้าปะทะกับเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามทั้ง4เครื่องเพื่อถ่วงเวลาและบินไช่กันมาจนถึงศรีโสภณ

นอกจากนี้ เครื่องบินของฝรั่งเศสจนวิ่งกลับไปแม้ว่าเครื่องบินฮอว์ค75ของไทยจะโดนยิงแต่ก็สามารถคุ้มกันเครื่องบินทิ้งระเบิดไม่ให้ถูกโจมตีได้

วันที่ 10 มกราคม พุทธศักราช2484 เหล่าทหารกล้าภายใต้ชื่อฝูงบินพิบูลงครามนำเครื่องบิน นาโงยา ปฏิบัติภารกิจโจมตีทางอากาศที่สนามบินนครวัด โดยการนำของ นายนาวาอากาศโอ ขุนรณนภากาศ พร้อมนักบินที่ปรากฏชื่อประกอบด้วย

นายนาวาอากาศตรี หม่อนเจ้ารังษิยากร อาภากร นายเรืออากาศโท มานพ สุริยะ นายเรืออากาศโท ชุมสาย เอกฉันท์ พันจ่าอากาศเอก สว่าง พัตทอง พันจ่าอากาศโท สำราญ โกมลวิภาต พันจ่าอากาศโท จรูญ กฤษณราช พันจ่าอากาศโท บุญเยี่ยม ปั้นสุขสวัสดิ์ พันจ่าอากาตรี บุญ สุขสบาย จ่าอากาศเอก เกษม สินธุวรรณะ จ่าอากาศเอก แวว จันทศร

ซึ่งได้มีเครื่องบินฮอว์ค75อีก2เครื่องทำการบินคุ้มกันได้แก่ พันจ่าอากาศเอก สังวาล วรทรัพย์ และ จ่าอากาศเอก ทองคำเปล่งขำ และในครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เราต้องสูญเสียนักบินผู้กล้าไปในสมรภูมิรบ เมื่อเครื่องพันจ่าอากาศโท บุญเยี่ยม ปั้นสุขสวัสดิ์ และ พันจ่าอากาตรี บุญ สุขสบาย ถูกยิงตก พันจ่าอากาศโท บุญเยี่ยม ปั้นสุขสวัสดิ์ เสียชีวิตวันที่10มกราคม พ.ศ.2484 ด้วยความเศร้าของคนในประเทศไทย

 

สนับสนุนโดย.   สมัครเว็บ ufabet

นาค มาจากไหนกัน ?

Published / by admin

นาค มาจากไหนกัน เมื่อศาสนาพราหมณ์และพุทธได้เข้ามายังดินแดนอุษาขเณเอเชียตะวันออกฉียงใต้คำว่า นาค ได้ถูกนำเอามาใช้ทั้งในตระกลูภาษาไทยลาวและมอญเขมรในความหมายของ งู นั่นเป็นเพราะงูเป็นสัตว์เลือดเย็นไม่ขนปกคลัมร่างกายจึงสร้างจินตนาการเพิ่มเติมต่อมาให้หัวหน้างูทั้งหลายคือ นาค มีถิ่นที่อยู่ใต้ดินเรียกว่า บาดาล 

จากหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์อายุระหว่าง2,300ถึง1,800ปีที่ได้ขุดค้นพบที่อำเภอบ้านเชียงจังหวัดอุดรธานีภาชนะเขียนสีรูป งู แสดงถึงบทบาทในฐานะสัญลักษณ์ทางจิตวิญาณก่อนที่จะมีการรับเอาพระพุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนแถบนี้

เมื่อความเชื่อดั่งเดิมจะมีสัตว์อีกหลากหลายชนิดที่เป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญาณมีอำนาจดรบันดาลความอุดมสมบูรณ์ได้แต่งูคือสิ่งที่ผสานเข้ากับขติทางธรรมพระพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืนมากที่สุดตามตำนาน นาค คือผู้ที่ศรัทธาและปกป้องพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ชนพื้นเมืองสร้างขึ้นใหม่ให้สอดรับกับความเชื่อทางพุทธศาสนานั่นเอง

ซึ่งบ้านเมืองหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักมีตำนานของนาคที่สร้างบ้านเมืองอยู่ก่อนแล้วแต่ภายหลังต้องยอมต่อสิโรราบต่อพระพุทธเจ้าและรับเอาพุทธศาสนามาเป็นศาสนาประจำอาณาจักรของตนในดินแดนลุ่มน้ำโขงทั้งในไทยและลาว

ต่างมีความเชื่อกับเรื่องที่อยู่หรือรูพญานาคที่ผูกโยงเข้ากับศาสนสถานจำนวนมากเช่นพระธาตุดำในเวียงจันทร์ของลาวได้ถูกสร้างขึ้นครอบทับรูของนาคเชื่อว่าทำให้นาคไม่สามารถออกมาปปกป้องบ้านเมืองในยามอันตรายได้จนเป็นเหตุทำให้เวียงจันทร์ต้องพ่ายแพ้สงครามอยู่หลายครั้ง

โดยขนาดฝั่งไทยมีการสร้างพระธาตุปิดรูพญานาคเช่นพระธาตุพนมเชื่อว่านาคจะช่วยปกป้องคุ้มครองและเสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่พระธาตุมากยิ่งขึ้นในความเชื่อของฮินดูที่ปรากฏอยู่ในอุษาเขณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นาค ยังได้ทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์จึงปรากฏสะพานและบันไดนาคสร้างควบคู่ไปกับเทวสถานทุกๆแห่ง

ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับศาสนสถานในพุทธศาสนาการสร้างบันไดนาคขึ้นสู่วิหารหรือพระเจดีย์ถือเป็นคตินิยมในงานสถาปัตยกรรมที่พบได้อยู่เสมอบันไดนาคเสหมือนทางเชื่อมไปสู่ดินแดนพระอาทิตย์ที่อยู่ยอดบนสุดของจักรวาลขณะเดียวกันก็เป็นทางลงสำหรับผู้ที่มีบุญญาธิการทั้งหลายเฉกเช่นพระพุทธเจ้าที่เสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงสู่โลกมนุษย์ด้วยบันไดที่เทวดาและนาคได้ช่วยกันสร้างขึ้น

นอกจากนี้ นาค ยังได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนาในดินแดนนี้อย่างแนบแน่นและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตท้องถิ่นเช่นประเพณีไหลเรือไฟทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ประเพณีนี้จะเริ่มจัดกันหลังในช่วงเทศกาลออกพรรษาทุกๆปีเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จไปแสดงธรรมเทศนาโปรดแก่นาคและนาคได้ขอพระพุทธองค์ให้ประทับรอยรอยพระบาทไว้ ณ ริมน้ำธรรมนานทีประเพณีนี้จึงเป็นการบูชาทั้งพระพุทธเจ้าและนาคไปพร้อมกัน

 

สนับสนุนโดย.   ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

ตำนานศุกร์13

Published / by admin

ถ้าหากพูดถึงเรื่องราวของอาถรรพ์ที่สามารถสร้างความหวาดกลัวให้แก่คนไปเป็นจำนวนมากที่เป็นอันดับต้นๆของโลกก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของ ตำนานศุกร์13 ที่มีความเชื่อกันว่าถ้าหากศุกร์วันที่13ของเดือนใดตรงกับศุกร์ของสัปดาห์แล้ววันศุกร์ที่13นั้นก็จะกลายเป็นวันแห่งความโชคร้ายและเป็นอัปมงคลนั่นเอง

ซึ่งตรงความเชื่อของส่วนนี้ก็จะแฝงอยู่ในความเชื่อของชนชาติที่ผู้ภาษาอังกฤษไปทั่วโลกเลยโดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแล้วก็ยังได้มีบางประเทศตัวอย่างเช่นกรีซและสเปนที่ได้นับเอาวันอังคารที่13เป็นวัยแห่งความโชคร้ายดด้วยเช่นกัน

โดยได้มีผู้คนหลายสิบล้านคนจากทั่วโลกที่ได้เชื่อเรื่องราวอาถรรพ์ของวันศุกร์13ชนิดที่ว่าเมื่อวันศุกร์13มาถึงพวกเขาก็จะไม่กล้าที่จะออกจากบ้านและเชื่อว่าวันดังกล่าวนี้หากจะทำการสิ่งใดก็จะไม่สำเร็จและยังอาจจะเกิดความอันตรายที่ร้ายแรงขึ้นมาได้อีกด้วยหรือแม้กระทั่งบางคนกลัวหนักมากๆจนไม่กล้าที่จะเอ่ยคำส่าศุกร์13เลยก็มี

ซึ่งเราได้เรียกอาการกลัวดังกล่าวนี้ว่า “ โรคกลัววันศุกร์13นั่นเอง “ 

โดยคำว่าFriggaก็มาตากคำว่า Fridayหรือว่าวันศุกร์ในภาษาน็อตโบราณและคำว่ามาจากTriskaideka13นั่นเองโดยจุดเริ่มต้นตำนานความเชื่อของศุกร์13ก็มีที่มาจากสองความเชื่อที่มารวมถึงนั่นก็คือความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข13ที่เชื่อว่าเป็นตัวเลขแห่งความโชคร้ายมารวมกันกับความเชื่อที่ว่าวันศุกร์นั้นก็เป้นวันแห่งความโชคร้ายเช่นเดียวกันนั่นเอง

ดังนั้นแล้วในความเชื่อที่ว่าเลข13นั่นเป็นเลขแห่งความโชคร้ายมันได้มีมานานหลายศตวรรษแล้วโยความเชื่อที่เกี่ยวกับเลข13นี้อาจจะมีมาตั้งแต่1,700ปีก่อนคริสตกาลเลยเราจะเห็นได้จากกฎหมายฮามูลาบีของชาวบาบิลอนในสมัยโบราณที่ได้ถูกจารึกอยู่ในแผ่นศิลาที่จะไม่ปรากฏเลข13ให้ได้เห็น

เนื่องจากนี้จะมีเลข1-12แล้วก็จะข้ามไปเลข20-30-40เลยและชาวอียิปต์โบราณก็ยังได้เชื่อถือว่าเลข13นั้นได้เป็นสัญลักษณ์แห่งความตายนั่นเองโดยเรื่องราวความเชื่อที่เกี่ยวกับเลข13นี้ในปีคริสตศักราช1881เคยมีองค์กรหนึ่งที่มีชื่อว่าThirteen Olibได้ถูกก่อตั้งขึ้นแล้วก็พยายามที่จะแก้ไขความเชื่อที่น่ากลัวของเลข13นี้ให้มันได้หายไป

ซึ่งในการประชุมครั้งแรกขององค์กรนี้ได้มีสมาชิกขององค์กร13คนก็เดินผ่านใต้บันไดที่จะเดินเข้าไปที่มีเกลือโปรยอยู่ไปทั่วเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้กลัวต่อเลข13แต่อย่างใดนั่นเองโดยคนกลุ่มนี้ก็มีอายุยืนมาหลายปีแล้วและมีสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง400คนเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย.   ufabet เว็บไหนดี

ต้นไม้ที่มีความใหญ่ที่สุด

Published / by admin

ซึ่งวันนี้เราก็จะพาทุกคนไปรู้จักกับต้นไม้ยักษ์ที่เรียยกได้ว่ามันใหญ่ที่สุดในโลก ต้นไม้ที่มีความใหญ่ที่สุด และยังรวมไปถึงต้นไม้มหัศจรรย์ต่างๆมากมายและหลายๆต้นมันก็ได้อยู่ที่ประเทศไทยอีกด้วยมันจะมีต้นอะไรกันบ้างพร้อมแล้วไปกันเลย

สำหรับต้นไม้ยักษ์ต้นแรกเราจะพาไปดูต้นไม้ที่ประเทญไทยบ้านเรากันก่อนเลยโดยต้นไม้ยักษ์ต้นนี้อยู่ที่ จังหวัดนครราชสีมา มันเป็นต้มตะเคียนทองพันปี 

ซึ่งต้นตะเคียนทองพันปีนี้ได้ตั้งอยู่ที่อุทยานทับลาน จังหวัดนครราชสีมา เนต้นตะเคียนทองที่มีอายุราวมากกว่า1,000ปีโดยต้นตะเคียนทองต้นนี้ได้มีเส้นรอบวงมากกว่า12เมตรและมีควาสูงกว่า50เมตรถือได้ว่าเป็นต้นไม้ตะเคียนทองพันปีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเลย

นอกจากนี้เรามาดูต้นไม่ต่อไปกันเลยดีกว่ามันมีชื่อว่า General Sherman หรือว่านายพล General Shermanนั่นเองโดยนายพล General Shermanนี้เป็นเพียงชื่อของต้นไม้เพียงเท่านั้นเพราะว่าจริงๆแล้วต้นไม้ต้นนี้มันคือต้นสนซีคัวยายักษ์นั่นเอง

โดยต้นสนต้นนี้ได้ตั้งอยู่ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติในซีคัวยาที่รัฐแคลิฟอร์เนียและความสูงจากพื้นสู่ยอดได้มีความสุงประมาณ83.8เมตรและยังได้มีเส้นรอบวงกว้างถึง31.3เมตรกันเลยบอกเลยว่ามันใหญ่มากๆเลยในปริมาตรในเนื้อไม้นั้นก็ได้มีปริมาตรสูงถึง1,487ลูกบาศก์เมตรเลย

ดังนั้นก็ได้เชื่อกันว่าต้นสนต้นนี้มันได้มีอายุประมาณราวถึง2,200-2,700ปีกันเลยและต้นสนซีคัวยักษ์ต้นนี้หรือว่านายพล General Shermanคนนี้เขาได้รับตำแหน่งต้นไม้ที่มีความใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วยเราคงคิดว่ามันคงจะใหญ่มากที่สุดในโลกและล่ะเพราะมันมีขนาดใหญ่ได้ถึงขนาดนี้

สำหรับต้นไม้ต่อไปนี้มันคือต้นมะขามคู่บุญขุนแผน จังหวัดสุพรรณบุรี ต้นมะขามคู่บุญขุนแผนต้นนี้ได้ตั้งอยู่ที่วัดแข จังหวัดสุพรรณบุรี มีอายุมากกว่า1,000ปีกันเลยและลำต้นได้มีเส้นรอบวงถึง10เมตรมีความสูงประมาณ15เมตรตามตำนานได้มีความเชื่อกันว่าต้นมะขามต้นนี้คือต้นเดียวกันที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนนั่นเอง

ซึ่งจะปรากฏอยู่ในที่ขุนแผนนั้นได้มาบวชเรียนวิชาอาคมอยู่กับอาจารย์คงแล้วได้เรียนวิชาเสกใบมะขามให้กลายเป้นตัวต่อตัวแตนเอาไว้ใช้สำหรับในการต่อสู้กับข้าศึกศัตรูนั่นเองโดยก็เชื่อกันว่าตต้นมะขามที่ได้ปรากฏอยู่ในวรรณคดีนั้นก็คือใบมะขามจากต้นนี้นั่นเองหากใครที่เคยดูหนังขุนช้างขุนแผนก็จะได้เห็นต้นมะขามต้นนี้ปรากฏอยู่ในหนังหรือในวรรณคดีก็ยังมีอยู่ในนั่นอีกด้วยเช่นกัน

 

สนับสนุนโดย.    ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

สะพานยักษ์ทางด่วนใหม่ของไทย พระราม3-ดาวคะนอง

Published / by admin

สะพานยักษ์ทางด่วนใหม่ของไทย ซึ่งวันนี้เราจะมาทุกคนไปทำความรู้จักกับโครงการสะพานพระราม9แห่งที่2หลายๆคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีโครงการนี้แต่หลายคนก็เคยได้ยินกันมาบ้างแล้วเราจะพาทุกคนไปพบกับโครงการสะพานพระราม9/2หรือเป็นสะพานพระราม9แห่งที่2นั่นเอง

โดยหลายคนก็อาจจะรู้จักสะพานพระราม9ที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของทางพิเศษหรือที่เรียกกันว่าทางด่วนเฉลิมมหานครทางด่วนขั้นที่1สายดาวคะนองท่าเรือที่ได้เป็นสะพานขึงที่แรกในประเทศไทยหรือใครหลายคนก็อาจจะเรียกกันติดปากว่าเป็นสะพานแขวนแต่ที่จริงแล้วมันคือสะพานขึง

นอกจากนี้ในอีกไม่นานประชาชนในประเทศไทยก็จะมีสะพานพระราม9แห่งที่2ได้เป็นสะพานคู่ขนานที่ได้ทำการก่อสร้างชิดกับสะพานพระราม9เดิมเลยโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็ได้กำลังทำการก่อสร้างแห่งที่4งานโยธาสะพานขึงคู่ขนานสะพานพระราม9โดยบริษัท ช. การช่าง จำกัดมหาชนที่ได้เป็นผู้รับเหมาเงิน 6,636ล้านบาท

ดังนั้นก็ได้เป็นหนึ่งในห้าของสัญญาของโครงการทางด่วนสายใหม่พระราม3ดาวคะนองวงแหวนรอบนอกกรุงเทพด้านตะวันตกระยะทางประมาณ18.7กิโลเมตรรวมราคาในการก่อสร้างประมาณ3หมื่น29ล้านบาท

สำหรับงานก่อสร้างของสะพานพระราม9/2ผู้รับเหมาได้ขึ้นฐานรากที่จะเชื่อมตัวสะพานขึงบริเวณใต้ทางด่วนบางโค่แล้วและยังรวมไปถึงงานเสาเข็มรากฐานเสาสะพานขึงที่เป็นสองเสาหลักแต่ฐานนั้นจำเป็นจะต้องมีเสาเข็มมากกว่า80ต้นคาดว่าน่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ4-5เดือนถึงจะแล้วเสร็จก่อนที่จะได้ทำการเริ่มงานในส่วนอื่นๆอีกต่อไป

เพราะฉะนั้นแล้วในสะพานแห่งใหม่นี้ได้มีรูปแบบเป็นสะพานขึงแบบเสาคู่ได้มีความยาวของช่วงสะพานประมาณ450เมตรนะยะทางประมาณ2กิโลเมตรขนาด8ช่องจราจรไปกลับด้านละ4ช่องจราจรเพื่อจะทำให้โครงสร้างเป็นระนาบเดียวกับโครงสร้างของสะพานพระราม9ที่เป็นแบบเสาเดียวตรงแต่ทำคานเชื่อมอยู่ด้านบนไม่ใช่เสาคู่และรวบขึ้นมาเป็นเสาเดียวขึ้นด้านบนเหมือนอย่างสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม

เนื่องจากนี้ก็จะประกอบไป8ช่องจราจรจึงมีความจำเป้นที่จะต้องออกแบบขึ้นเสาคู่ให้มีความแข็งแรงตามมาตรฐานสากลและมีความสวยงามส่อดคล้องไม่ไปขัดกับสะพานพระราม9แต่อย่างไรก็ตามการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ออกแบบให้สะพานใหม่ที่มีความชันน้อยกว่าสะพานพระราม9

โดยสะพานระดับใหม่จะเริ่มระดับชั้นที่สองที่ได้มีความสูงระดับหนึ่งหรือระดับพื้นดินประมาณ10เมตรเทียบเท่าระดับสะพานลอยคนข้ามรถวิ่งขึ้นลงได้อย่างสะดวกขึ้นจากความราดชันระดับห้าลดลงมาเหลือความราดชันระดับสามเหมือนวิ่งขึ้นสะพานข้ามแยกทั่วไป

 

สนับสนุนโดย.    gclub สล็อตฟรี

ประวัติของบรูซลีนักแสดงในตำนาน

Published / by admin

ประวัติของบรูซลี โดยบรูซ ลี  ได้เกิดเมื่อวันที่27พฤษภาคม ค.ศ.1940 บรูซ ลี  เกิดในตระกูลครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นนักแสดงงิ้วมีคุณแม่เป็นลูกครึ่งเยอรมันจีน

โดยตัวเขาเองได้เป็นลูกคนที่สี่ในบรรดาลูกทั้งหมดห้าคนและเนื่องจากใมนช่วงที่เขานั้นเกิดพ่อแม่ของเขาได้เดินทางไปทำการแสดงงิ้วทั่วอเมริกาเขาก็เลยได้รับสัญชาติอเมริกันไปโดยปริยาย

ซึ่งในช่วงวัยเด็กเล็กๆของบรูซลีก็เหมือนกับเด็กเกเร

โดยทั่วไปนี้แหละคือืเตะต่อยกันกับเพื่อนและฝีมือของเขานั้นไม่ใช่เรื่องเล่นเลยทำให้ฝรั่งที่ตัวใหญ่วิ่งหนีไปตามๆกันแน่นอนแล้วว่าชีวิตตอนเป็นเด็กแบบนี้เขาจะต้องเชิญเข้าห้องปกครองเป็นว่าเล่นต่อมาอาจารย์ในห้องปกครองเบื่อที่จะเชิญเขามาในห้องปกครองก็เชิญให้ออกจากโรงเรียนเสียเลย

โดยหลังจากที่ได้โดนไล่ออกจากโรงเรียนไปแล้ว บรูซลลีก็ได้ถูกส่งตัวใหไปอยู่กับครอบครัวของเพื่อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหลังจากนั้นเขาก้ได้ทำงานหาเลี้ยงตัวเองเป็นทั้งครูสอนเต้นพนังงานเสริฟตามร้านอาหารจีนคือในตอนนั้นมีอะไรให้ทำก็ทำหมด

จนกระทั่งเขานั้นได้ส่งเสียตัวเองให้เรียนจนจบปริญญาที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้และในตอนที่ยังเป็ยวัยรุ้นหลีเสี่ยวหลงหรือมงกรน้อยก็ได้รับโอกาศในวงการในโรงภาพยนตร์มากถึงโดยงานส่วนหนึ่งเขาก็ได้รับมาจกาคนรู้จักของพ่อเขานี่แหละ

เนื่องจากความสามารถที่ขั้นได้มาตั้งแต่เด็กด้วยในการเล่นงิ้ว

และเขายังได้มีพรสวรรค์ในการแสดงว่ากันว่าขนาดอยู่หน้ากล้อง บรูซลีเขาสามารถทำการแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติมากแลตรงจุดนี้เองมันก็ได้ทำให้เขาเข้าสู่ในวงการนักแสดงจึงทำให้เขานั้นมีผลงานในการแสดงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้บรูซลีได้เรียนจบมัธยมปลายบรูซลีก็มีผลงานในการแสดงมากกว่ายี่สิบเรื่องเลยทีเดียวในเวลาต่อมาบรูซลีก็ได้เข้าสู่ในวงการบันเทิงเอาแบบจริงจังเลยและเขาก็ได้มีโอกาศที่ได้สร้างชื่อเสียงจริงๆเป็นครั้งแรกเมื่อโปรดิวเซอร์ได้พบเห็นบรูซลีในขณะที่กำลังสอนการต่อสู้แบบในงานศิลปะกังฟูต่อสู้อยู่

ซึ่งโปรดิวเซอร์คนนี้เขาก็เลยชวนให้บรูซลีไปทดลองด้านหน้ากล้องแน่นอนว่าเขาก็ได้ผ่านการทดสอบตอนนแรกบทที่บรูซลีนั้นได้รับเป็นบทแสดงซีรี่ย์ของละครเรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่าหน้ากากแดนอาละวาดในเรื่องนี้เขาก็ได้รับบทเป็นพระลองที่มีนามว่าเคโต

เพราะฉะนั้นแล้วนบทของเขานั้นจะเป็นตัวละครที่คอยช่วยพระเอกโดยการใช้มวยกังฟูแต่ด้วยความที่เขานั้นได้เป็นเป็นนักแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าไปๆมาๆบทของบรูซลีเด่นกว่าตัวละครในเรื่องเสียอีกหลังจากนั้นบรูซลีก็เชิญไปออกรายการมากมายและได้เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักแสดงฮอลลีวูด

 

สนับสนุนโดย.    ufabet ฝากเงิน ออโต้

เรื่องราวของนาฬิกา

Published / by admin

เรื่องราวของนาฬิกา เป็นสิ่งที่เราใช้ดูเวลาและกำหนดสิ่งต่างๆและในบางคนยังไม่รู้ที่มาของมันและไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ในสมัยก่อนมนุษย์ยังไม่รู้จักคำว่านาฬิกาและใช้ชีวิตโดยที่ให้ธรรมชาติกำหนด เพราะเหตุนั้นดวงอาทิตย์จึงเป็นที่บอกเวลาหรือนาฬิกาสิ่งแรกที่มนุษย์ใช้ดูเวลา เฮอรอโดทัส (Herodotus) หรือนักประวัติศาสตร์ผู้ซึ่งได้บันทึกไว้ ประมาณ 3500 ปีก่อน มนุษย์ใช้นาฬิกาแดด

และนอกจากนี้นาฬิกาแดดเป็นนาฬิกาเรือนแรกของโลกอีกด้วย โดยที่ใช้การบอกเวลาโดยที่ต้องอ่านค่าแสงที่ตกกระทบลงมาบนขีดเครื่องหมายที่ได้กำหนดไว้และต่อมาพวกชาวกรีกโบราณก็ได้ทำการคิดค้นหรือพัฒนา นาฬิกาที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยที่ไม่ต้องใช้แสงแดด โดยที่ เรียกว่า clepsydra หรือ นาฬิกาน้ำ และนาฬิกานี้จะทำงานโดยที่ใช้นำภาชนะดินเผาหรือถาชนะที่เจาะรูที่มีน้ำบรรจุเต็มภาชนะและเวลาที่จะทำการดูเวลาจะต้องทำการเจาะที่ก้นของภาชนะจะทำให้ น้ำจะทำการไหลออกจากภาชนะทีล่ะน้อย

เรื่องราวของนาฬิกา ลักษณะเหมือนการขโมยน้ำ หรือ ลักน้ำ

และเพราะเหตุนี้ชาวกรีกโบราณจึงจะกำหนดเวลาได้จากน้ำที่ไหลลออกช้าๆ จนหมดภาชนะว่า 1 clepsydra และนาฬิกาน้ำจะต้องมีการเติมน้ำใหม่ทุกครั้งที่จะดูเวลา หรือ ทุกครั้งที่น้ำหมด หรือ หมดเวลา 1clepsydra และในฤดูหนาวจะไม่สามารถทำการดูเวลาได้เพราะเนื่องจากน้ำมีการแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง

และในปี ค.ศ.1364 Giovanni de Dondi ซึ่งเป็นบุคคลแรกของโลกที่ทำการสร้างนาฬิกาแบบการใช้เข็มบอกเวลาเป็นหน่วย ชั่วโมง และเป็นนาฬิกาที่มีขนาดใหญ่อย่างมาก โดยจะมีเข็มหรือลูกศรจะทำการบอกตำแหน่งที่ตี้งของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และจะทำการบอกตำแหน่งของดาวเคราะทั้งอีก 5 ดวงอีกด้วย

ช่างทำกุญแจชาวเยอรมันที่มีชื่อว่า Peter Henlein บุคคลนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้สร้างนาฬิกาเรือนแรกของโลก ที่ต้นปี ค.ศ.1500 แต่นาฬิกาที่สร้างก็ยังคงมี ขนาดใหญ่ น้ำหนักเยอะ และยังคงมีขนาดไม่แตกต่างจากเดิมมากอีกด้วย

แต่ในปี ค.ศ. 1500 Peter Henlein ก็ได้ทำการสร้างนาฬิกา

ที่ทั้งขนาดเล็กและน้ำหนักลดลงเหลือเพียงแค่ 1กิโลกรัมเพียงเท่านั้น และในปีที่ ค.ศ.1641 กาลิเลโอทำการสังเกตเห็นถึงการแกว่งของตะเกียงในแต่ล่ะครั้งตะเกียงจะทำการแกว่งเท่ากันเสมอ เพราะเหตุนั้นกาลิเลโอจึงทำการสั่งให้ลูกชายทำการสร้างนาฬิกาจากลูกตุ้มและเรียกว่า นาฬิกา เพนดูลัม(pendulum)

ปี ค.ศ. 1657 Christian Huygens ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นคนที่ชื่อชอบในนาฬิกาที่ใช้หลักการของ เพนดูลัม(Pendulum) ในการควบคุมการทำงานของนาฬิกา

ปี ค.ศ. 1980  วอร์เรน มอร์ริสัน ได้เป็นผู้ริเริ่มในการสร้างนาฬิกา ควอต์ขึ้นเฉพาะเป็นนาฬิกาข้อมือ และเป็นนาฬิกาที่เที่ยงตรงมาก ในปี ค.ศ.1980 ซึ่งเป็นช่วงที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการผลิต ชิป(chip) ที่เป็นส่วนประกอบเพิ่มเติมที่ใช้ในการผลิตนาฬิกา ซึ่งจะสามารถทำการเก็บข้อมูลและยังเป็นเครื่องคิดเลขได้อีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.   gclub สล็อตฟรี

ประเพณีเกี่ยวข้าว

Published / by admin

          ประเพณีเกี่ยวข้าว   เราอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของประเพณีดำนากันมาบ้างแล้วซึ่งวิธีการดำนานั่นก็คือการที่ชาวบ้านนั้นจะนำต้นกล้าซึ่งกำลังอยู่ในอายุที่พอเหมาะไปทำการปักชำไว้ในนาหลังจากนั้นก็จะรอให้ต้นกล้านั้นเจริญเติบโตกลายเป็นต้นข้าวซึ่งการทำประเพณีดำนานั้นก็คือเป็นช่วงของการที่เอาต้นกล้ามาปลูกในนานั่นเอง

แต่ประเพณีการดำนานั้นมักจะเป็นการทำร่วมกันระหว่างคนในชุมชนซึ่งมาพึ่งพาอาศัยกันช่วยเหลือกันในการดำนาและหลังจากที่มีการดำนาเสร็จเรียบร้อยแล้วชาวบ้านแต่ละหลังก็จะดูแลที่นาของตนเองดูแลต้นข้าวให้มีความเจริญงอกงามและเมื่อต้นข้าวเจริญงอกงามมีเมล็ดข้าวออกรวงสีทอง

ซึ่งก็เห็นว่าเป็นช่วงที่สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรได้แล้วชาวบ้านก็จะมีประเพณีอีกอันหนึ่งนั่นก็คือประเพณีการเกี่ยวข้าวนั่นเองซึ่งประเพณีนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากการทำประเพณีดำนาเพราะก็ถือว่าเป็นการเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยกันในการเกี่ยวข้าวโดยชาวบ้านจะมีเคียวมาคนละเล่มและลงมือเกี่ยวข้าวร่วมกันหลังจากนั้นก็เก็บผลิตผลทางการเกษตรนำไปตากให้แห้ง

แล้วนำข้าวเปลือกไปเก็บไว้ในยุ้งฉางซึ่งประเพณีการเกี่ยวข้าวนั้นในสมัยโบราณมักจะมีการจัดกิจกรรมกันเพื่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินและไม่น่าเบื่อดังนั้นไม่ว่าชายหรือหญิงที่พากันไปช่วยกันเกี่ยวข้าวก็มักจะพากันร้องเพลงเกี้ยวพาราสีกันขณะที่เกี่ยวข้าวไปด้วยทำให้มีความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้วไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้น

แต่อย่างใดซึ่งคนในสมัยโบราณนั้นคนหนุ่มสาวมักจะพากันช่วยกันเกี่ยวข้าว ส่วนคนเฒ่าคนแก่นั้นก็จะมีหน้าที่ของหาอาหารมาคอยเลี้ยงแขกที่มาช่วยเกี่ยวข้าวนั่นเองทำให้เกิดความรักความสามัคคีกันในหมู่ของเพื่อนบ้านสำหรับประเพณีเกี่ยวข้าวถือประเพณีอย่างหนึ่งของคนไทยที่มีการทำมานานตั้งแต่ในอดีต

ซึ่งการที่คนในหมู่บ้านร่วมใจกันมาช่วยกันเกี่ยวข้าวก็จะทำให้เกิดความรักความสามัคคีกันของคนในชุมชนเกิดความปรองดองกันสำหรับประเพณีการเกี่ยวข้าวนั้นมักจะมีการเรียกอีกแบบก็คือการลงแรงและการลงแขกสำหรับการลงแรงนั้นก็คือการที่เราเอาแรงมาช่วยในเรื่องของการเกี่ยวข้าวและเมื่อเรามาช่วยบ้านหลังดังกล่าวแล้ว

ในอนาคตเมื่อบ้านเราต้องการที่จะเกี่ยวข้าวบ้านที่เราเคยไปช่วยเหลือในการเกี่ยวข้าวก็จะกลับมาช่วยเหลือเราเช่นเดียวกันนั่นก็คือการลงแรงซึ่งเป็นการช่วยเหลือกันส่วนเป็นการลงแขกนั้นก็จะเป็นการเกี่ยวข้าวเช่นเดียวกันเพียงแต่ว่าในการเกี่ยวข้าวนั้นจะทำในวันเดียวแล้วเสร็จเลยซึ่งการลงแขกนั้นจะเป็นการช่วยเหลือกันทั้งหมู่บ้านแต่ถ้าหากเป็นการลงแรงนั้นก็อาจจะเป็นแค่เพื่อนบ้านการช่วยเหลือกันไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้น

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.   สมัคร sbobet โดยตรง

ตํานานหมู่บ้านลัดดาแลนด์กับความน่ากลัว

Published / by admin

หมู่บ้านลัดดาแลนด์ ที่จังหวัดเชียงใหม่มีหมู่บ้านโครงการหนึ่ง ที่ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีหลังจากที่มีการทำโครงการนี้เสร็จสิ้นขึ้นมาซึ่งคนที่จะเข้ามาอยู่ในโครงการนี้ได้จะต้องเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยเนื่องจากว่าบ้านแต่ละหลังนั้นขายในราคาหลายล้านบาททำให้หมู่บ้านนี้กลายเป็นหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านไฮโซมีแต่เศรษฐีเท่านั้นที่จะอาศัยอยู่

       ด้วยความที่มีแต่คนรวยเท่านั้นที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้จึงทำให้มีโจรเข้ามาขโมยทรัพย์สินภายในหมู่บ้านในโครงการนี้อยู่บ่อยครั้งแต่แล้วเรื่องของความน่ากลัวก็เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้เมื่อมีบ้านหลังหนึ่งซึ่งเจ้าของนั้นเป็นชาวต่างชาติ

และโดยปกติและชาวต่างชาติคนนี้จะไม่ค่อยได้อยู่ประเทศไทยบ่อยมากนักนานๆจึงจะกลับมาพักที่บ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ดังนั้นเขาจึงได้มีการตั้งสาวใช้คนหนึ่งไว้คอยดูแลบ้านหลังดังกล่าวซึ่งโดยปกติแล้วสอนใช้จะอยู่บ้านหลังดังกล่าวนั้นคนเดียว

           แต่เราอยู่มาวันหนึ่งเพื่อนบ้านก็สังเกตเห็นว่าสาวใช้คนดังกล่าวนั้นได้หายตัวออกไปจากบ้านแล้วไม่มีใครเห็นอีกเลยผ่านไปไม่กี่วันปรากฏว่าเพื่อนบ้านได้กลิ่นเหม็นเหมือนกับมีสไตล์โชยออกมาจากบ้านหลังดังกล่าวซึ่งเพื่อนๆสังเกตเห็นว่าในช่วงเวลากลางวันบ้านหลังดังกล่าวนั้นจะเงียบสงบแต่หากเป็นช่วงเวลากลางคืนก็จะเห็นสาวใช้ออกมารดน้ำต้นไม้และทำความสะอาดบ้านซึ่งเพื่อนบ้านเองก็ไม่ได้สงสัยอะไรแต่ก็พยายามที่บอกให้สาวใช้ให้ตรวจสอบบ้านให้ดี

            เนื่องจากว่ากลิ่นเหม็นเน่ายังคงรุนแรงออกมาจนในที่สุดเพื่อนบ้านก็ทนไม่ได้จึงมีการโทรไปแจ้งให้เจ้าของบ้านทราบและนำมาสู่การแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาดูบ้านหลังดังกล่าวทำให้พบว่าในบ้านหลังดังกล่าวนั้นมีศพซ่อนอยู่ซึ่งก็คือศพของสาวใช้คนดังกล่าวนั้นเองโดยส่งตั้งแต่วันนั้นถูกฆาตกรรมแล้วนำไปแช่เอาไว้ในตู้เย็น

             และเรื่องราวความน่ากลัวก็เริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเราช่วงเวลายามเย็นนั้นคนในหมู่บ้านที่ผ่านมาที่หน้าบ้านหลังดังกล่าวมักจะเห็นสาวใช้ที่เสียชีวิตแล้วออกมารดน้ำต้นไม้อยู่เป็นประจำ จนทำให้คนในหมู่บ้านนั้นเกิดความหวาดกลัวและเริ่มทยอยกันย้ายออกจากหมู่บ้านโครงการดังกล่าว 

       เนื่องจากว่าเวลากลางคืนคนอื่นหมู่บ้านนั้นมักจะโดนผีสาวใช้ออกมาหลอกหลอนจึงทำให้หมู่บ้านลัดดาแลนด์แห่งนี้ตกกลางคืนทุกคนก็จะปิดประตูบ้านไม่มีใครกล้าที่จะออกมาเดินนอกบ้านเลยท้ายที่สุดแล้วด้วยความหวาดกลัวทำให้หมู่บ้านนี้กลายเป็นหมู่บ้านร้างในที่สุด

 เพราะไม่มีใครกล้าที่จะอยู่อาศัยในหมู่บ้านแห่งนี้นั่นเองและหลังจากนั้นชื่อเสียงความน่ากลัวของหมู่บ้าน ลัดดาแลนด์ก็กลายเป็นที่โจษจันกันไปทั่วจึงทำให้บรรดาคนที่ชอบล่าท้าผีพากันมาในหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อทำการพิสูจน์ความน่ากลัวว่ามีจริงหรือไม่

           แน่นอนว่าคนที่มาพิสูจน์ก็จะได้พบเรื่องราวความน่ากลัวตามที่มีการรื้อกันจนกลายเป็นตำนานที่พูดถึงกันมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปีและในปัจจุบันมีเกียรติมีการพูดถึงความน่ากลัวของหมู่บ้านลัดดาแลนด์แห่งนี้อยู่นั่นเอง 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   แจ้งฝาก-ถอน ufabet