ตำนานความเชื่อ การไหว้ผีบ้านผีเรือน

Published / by admin

   ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการไหว้ผีบ้านผีเรือนนั้นเป็นสิ่งที่มีการเชื่อมมาตั้งแต่โบราณอาการและลูกหลานก็มีการไหว้ผีบ้านผีเรือนสืบทอดต่อๆกันมาโดยมีความเชื่อว่าผีบ้านผีเรือนนั้นก็คือสีของบรรพบุรุษของปู่ย่าตายายที่เสียชีวิตไปแล้วแต่ยังคงวนเวียนอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวเพื่อที่จะคอยปกปักคุ้มครองรักษาลูกหลานให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข

ถึงแม้ว่าปัจจุบันวิวัฒนาการความเจริญก้าวหน้าจะมีมากมายหลายอย่างเข้ามาแต่การนับถือผีบ้านผีเรือนก็ยังคงมีอยู่ประชาชนส่วนใหญ่ของคนไทยยังคงนับถือและเคารพผีบ้านผีเรือนซึ่งเราจะเห็นจากว่าบ้านส่วนใหญ่นั้นมักจะมีการทำบุญแนะนำอาหารมาเลี้ยงผีบ้านผีเรือนในช่วงวันพระหรือแม้แต่วันพระใหญ่ซึ่งเป็นการทำบุญให้กับบรรพบุรุษโดยมีความเชื่อว่าหากเราดูแลผีบ้านผีเรือนให้กินอิ่มอยู่ดีกินดีผีบ้านผีเรือน

ก็จะช่วยคุ้มครองให้เราร่ำรวยและอยู่ดีกินดีด้วยเช่นเดียวกันดังนั้นทุกปีสำหรับการเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนนั้นเรามักจะเห็นว่าผู้คนมักจะทำการในช่วงเทศกาลใหญ่ๆเช่นวันตรุษจีน  หรือแม้แต่วันสารทจีน  เป็นต้นโดยเจ้าของบ้านจะมีการเตรียมอาหารทั้งอาหารคาวและอาหารหวานผลไม้หมากพลูรวมถึงดอกไม้ซึ่งอาหารแต่ละอย่างนั้นก็มักจะเป็นอาหารที่บรรพบุรุษมีความชื่นชอบแล้วมาทำประกอบพิธีจุดเทียน

จุดธูปบอกกล่าวให้ผีบ้านผีเรือนมากินอาหารที่เตรียมไว้ให้โดยจะมีการขอพรให้ผีบ้านผีเรือนคุ้มครองให้ลูกหลานอยู่ในบ้านนี้อย่างมีความสุขและร่ำรวยเงินทองอยู่ดีกินดีแต่หากบ้านไหนก็ตามที่ไม่มีการเคารพผีบ้านผีเรือนโดยมักจะไม่ค่อยนำอาหารมาเลี้ยงผีบ้านผีเรือนบ่อยมากนักจะทำให้คนในบ้านนั้นมักจะเกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายโดยมีความเชื่อกันว่าผีบ้านผีเรือนจะโกรธที่ลูกหลานไม่สนใจดูแลจึงมักจะดลบันดาลให้คนภายในบ้านเกิดความเจ็บป่วย

           ซึ่งความเชื่อเหล่านี้เป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่โบราณแต่ปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีการยึดถือและปฏิบัติสืบทอดกันมาซึ่งการนำอาหารมาเลี้ยงผีบ้านผีเรือนนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น คนรุ่นใหม่จึงยังมีการปฏิบัติต่อนั่งต่อๆกันมาเพราะถือว่าเป็นการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วถึงแม้ว่าหลายคนอาจจะไม่ได้เชื่อว่าการที่ลูกหลานจะร่ำรวยเงินทองนั้นจะมาจากการคุ้มครองจากบรรพบุรุษที่เป็นผีบ้านผีเรือน

ก็ตามแต่เนื่องจากคนไทยนั้นเป็นคนที่เคารพนับถือผู้ใหญ่แล้วถึงแม้ผู้ใหญ่เท่านั้นจะเสียชีวิตไปแล้วก็ยังสามารถระลึกถึงได้โดยการนำของเซ่นไหว้ไปเส้นให้ตามเทศกาลต่างๆเพื่อเป็นการแสดงถึงความรักและการระลึกถึงบรรพบุรุษได้เช่นเดียวกันดังนั้นการที่ในแต่ละปีจะมีการนำอาหารคาวหวานไปเลี้ยงบรรพบุรุษหรือว่าผีบ้านผีเรือนจึงเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติต่อๆกันสืบต่อไป

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ไม่ต้องฝาก

ดึงจุดสนใจอยู่กับเรื่องราวของแบบในภาพ

Published / by admin

ดึงจุดสนใจอยู่กับเรื่องราวของแบบในภาพ หนึ่งในข้อดีการถ่าย Portrait ด้วยภาพขาวดำ

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดกับภาพสีเลยล่ะ ในสมัยก่อนนั้น ภาพที่เป็นฟิล์มขาวดำทั้งหมด ผู้ถ่ายนั้นตั้งใจเพื่อที่จะให้คนที่มองภาพนั้นสนใจอยู่กับเรื่องราวในภาพนั้น ไม่ว่าจะเป็นชีวิตความเป็นอยู่ หรือว่าภาพสงครามที่มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ เรื่องราวที่จะปะติดปะต่อจนกลายเป็นเนื้อเรื่อง

นั้นแหละคือเหตุสำคัญของการเกิดการถ่ายภาพขึ้นมา บันทึกเรื่องราวจากภาพ ต่อพอภาพได้กลายเป็นภาพสีแล้ว ก็ได้มีการถ่ายเพื่อความสวยงามกันบ้าง แบบว่า ถ่ายเพื่อเอาสีสัน ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรสักเท่าไหร่ นั้นเป็นจุดกำเนิดของการถ่ายภาพแฟชั่นอีกด้วย ถ่ายภาพสิ่งของเพื่อขายอะไรแบบนี้

เมื่อคนที่เกิดมาในยุคที่เป็นภาพสีหมดแล้ว ก็แทบจะได้กลับไปสนใจภาพขาวดำ ถ่ายด้วยมือถือหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็จะถ่ายเพื่อเอาภาพสวยจากสีสันเหล่านั้น แล้วก็เริ่มห่างไกลจากการเป็นภาพเพื่อสื่อถึงเรื่องราว ทุกวันนี้คนถ่ายรูปกันก็เอาเรื่องของภาพสวยเข้าว่าแล้วล่ะ แบบว่าวิวดี มุมดี อะไรทำนองนั้น แต่จริงๆแล้วดั้งเดิมของมันคือการถ่ายภาพเพื่อสื่อเรื่องราวต่างหาก

ในยุคที่มีการถ่ายภาพนางแบบนั้น ก็มีมาอย่างยาวนาน จากภาพขาวดำ จนกลายเป็นภาพสี ได้มีการตกแต่งการถ่ายแบบภาพสีอย่างมากมาย จนไม่ได้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของตัวแบบได้อีก ซึ่งตัวแบบนั้นจริงๆ ต้องสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้จากตัวแบบเอง ไม่ใช่การใช้สีหรือการแต่งภาพต่างๆ อ้าว แล้วภาพสีไม่สามารถถ่ายแบบเพื่อให้นางแบบสื่อเรื่องราวได้บ้างหรอ

ก็ต้องตอบว่าได้ แล้วก็ทำได้ดีเช่นกัน มีช่างภาพหลายคนทีเดียว ที่ถ่ายภาพแนวนี้โดยภาพสีได้อย่างยอดเยี่ยม เรื่องราวต่างถูกอัดแน่นในภาพ แต่ก็เปลี่ยนประเด็นที่ว่าภาพขาวดำนั้นสื่อสารเรื่องราวได้ดีกว่า ที่ว่าดีกว่านั้นต้องบอกว่า หลายคนหลายความคิดนะ เพียงแต่งานภาพสีนั้น

ก่อนที่คนมองจะเห็นเรื่องราวนั้น เขาเห็นอะไรก่อนล่ะ เขาเห็นสียังละ แล้วมันก็เป็นการรบกวนสายตาจากเรื่องราวที่แท้จริงในภาพนั้น นอกเสียจากช่างภาพตั้งใจจะใช้สีบอกเล่าเรื่องราว ภาพขาวดำจึงเป็นเหตุให้คนมองนั้นได้เห็น Mood and Tone ของภาพก่อนที่จะเป็นสี แล้วเรื่องราวก็จะปรากฏต่อผู้มองตั้งแต่แรกเริ่มเลยล่ะ

เพราะมันอยู่ในโลกที่มีเพียงแสงและเงา ส่วนมืดและส่วนสว่างเท่านั้น การตีความเรื่องราวก็จะง่ายและเป็นธรรมชาติกว่าภาพสีนั้นเอง เรียกได้ว่าการถ่ายภาพ Portrait ด้วยขาวดำนั้นทำให้เกิดการมุ่งความสนใจไปที่ตัวนางแบบที่อยากจะสื่ออะไรสักอย่างโดยตรงนั้นเอง ไม่ต้องเสียเวลาอ้อมค้อมกับสีสันของภาพ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ดูบอล

เทคนิคการถ่ายรูปกับกระจก

Published / by admin

เทคนิคนี้เราก็จะได้เห็นกันบ่อยๆกับธุรกิจประเภทเครื่องสำอางอะนะ มันก็เรียกได้ว่าเป็นภาพที่ต้องใช้กันทุกยี่ห้อเลย แม้แต่การจะเป็นภาพนิ่งหรือภาพวิดีโอ ที่เป็นโฆษณาต่างๆ จะเห็นเลยว่ามุมนี้เป็นมุมยอดฮิตจริงๆ จะโฆษณาประเภทเครื่องสำอาง หรือโฟมล้างหน้า แม้แต่ยาแต้มสิว

ครีมทาหน้าทั้งหลาย ก็ใช้มุมนี้กันเป็นส่วนใหญ่เลยล่ะ ถือว่ามุมยอดนิยมนี้กลายเป็นมุมที่ใช้ได้กับทุกคนเลยจริงๆ แต่ก็คงไม่เหมาะกับหนุ่มๆหน่อยนะ เพราะฉะนั้นอย่าได้ลองจะดีกว่า ยกเว้นแต่จะเป็นแนวเก้งกวาง การที่จะถ่ายมุมนี้ไม่ยากเลย ถือเป็นมุมที่ง่ายที่สุดแล้วล่ะ

อย่างแรกเลยที่ต้องถือว่ายากสุด แต่มันก็ง่ายจริงๆ นั้นคือการไปหาซื้อกระจกสำหรับแต่งหน้าทาครีม ที่ไม่ใหญ่จนเกินไปนะ แล้วจะเป็นแบบตั้งโต๊ะหรือแบบกระจกถือพกพาก็ได้

ถ้าเป็นกระจกตั้งโต๊ะก็ระวังเรื่องความใหญ่ แต่ถ้ากระจกถือ คงจะไม่มีรุ่นที่ใหญ่เป็นกระด้งอยู่แล้วล่ะ ขอบอกเลยว่าต้องเป็นกระจกแบบกลมนะ ไม่ใช่กระจกเหลี่ยม เรียกได้ว่ากระจกขอบกลมเป็นกระจกที่บอกถึงความสวยงามผู้หญิงได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน กระจกกลมก็ถูกใช้ในการสื่อถึงเรื่องความงดงามตลอดมา เราจะเห็นได้เลยนะ กับกระจกกลมที่ติดผนังที่ตกแต่งขอบสวยๆ

รวมถึงกระจกแบบพกพา หรือตั้งโต๊ะที่เห็นได้ตั้งแต่ยุคอดีตนั้นก็เป็นกลมทั้งนั้น นั้นแหละ จึงกลายเป็นสัญญาลักษณ์เรื่องความสวยความงามกันไปแล้ว ดังนั้นอย่าซื้อผิดเป็นเหลี่ยมเด็ดขาดล่ะ ต่อไปก็เรื่องง่ายๆล่ะ คือการนำกระจกมาถือหรือวางโต๊ะ แต่ถ้าถือจะเหมาะกว่า แล้วก็สามารถควบคุมได้ง่ายกว่า เพราะว่าถ้าเป็นแบบตั้ง แล้วตั้งบนโต๊ะเครื่องแป้งอาจจะโชว์ให้เห็นความรกเกินไป

แต่ถ้าเป็นการถือจะได้สองเรื่อง คือการหาฉากเหมาะๆได้ง่าย แล้วก็จะมีมือเราที่ทำให้ภาพดูมีองค์ประกอบที่ลงตัวมากขึ้น จบเรื่องกระจก ต่อไปก็สบายๆเรื่องของการแต่งหน้าให้สวยแล้วส่องหามุมดีๆของตัวเองได้เลย ส่วนตากล้องนั้นต้องเอียงถ่ายนิดหน่อยเพื่อไม่ให้ติดตัวเอง

แต่ตรงนี้แหละที่สำคัญเช่นกัน นั้นคือ ตากล้องต้องคอยบอกตัวแบบนะ ว่าให้ขยับอะไรตรงไหนบ้าง เพื่อให้พอดีกรอบกระจก แล้วก็ได้มุมที่สวยที่สุดของตัวแบบ เพราะทางตัวแบบนั้นไม่ได้เห็นเหมือนกับตากล้อง มุมที่เขาว่าดีแล้ว ทางมุมมองกล้องอาจจะไม่ดีก็เป็นได้ อีกอย่างที่จะทำให้ตัวแบบมีความน่าสนใจมากขึ้น นั้นคือการใช้มือที่ว่างๆอีกข้างยกขึ้นมาเล่นกับหน้านั้นเอง 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท

ตำนานไอ้ไข่วัดเจดีย์

Published / by admin

สถานที่วัดเจดีย์ในปัจจุบันนี้ เคยเป็นที่ๆหลวงปู่ทวดได้เดินธุดงค์มา และได้เป็นตำนานเล่าขานกันมาว่าเมื่อสมัยก่อนนั้น หลวงปู่ทวดได้เดินธุดงค์และได้มาปักกลดอยู่ที่บริเวณนั้น และไอ้ไข่เป็นเพียงวิญญาณที่ติดตามเมื่อหลวงปู่ทวดได้เห็นบริเวณแห่งนี้มีสมบัติ และ ศาสนสถานที่สำคัญมากมาย

จึงให้ดวงวิญญาณของไอ้ไข่เฝ้าไว้ และดวงวิญญาณของไอ้ไข่ได้ปกปักรักษาสมบัติเหล่านั้นไว้จนถึงปัจจุบัน และถ้าใครเข้าอาศัยมาโดยไม่บอกกล่าวก็จะมีการโดนแกล้งต่างๆอย่างตีศีรษะ ดึงแขน ดึงขา ตามประสาของเด็ก และเวลาต่อมาได้เปลี่ยนชื่อจากการเรียกไอ้ไข่ ได้มาเป็น ตาไข่ เพื่อให้เด็กรุ่นหลังกราบไหว้ ขอพร และได้มีการสร้างรูปแกะสลักเป็นรูปของตาไข่ โดยช่างแกะสลัก ที่มีชื่อว่าตาเที่ยง ตาเที่ยงได้เล่าว่า ตนนั้นได้ฝันเห็นเด็กแก้ผ้า ยืนเปลือยกายข้างพระที่มีจีวรสีคล้ำๆ

และได้บอกกับต้นว่า ช่วยแกะรูปให้เราที เราจะได้มีที่อยู่เสียที แล้วตาเที่ยงถามว่าเจ้าเป็นใคร และได้ยินคำตอบมาว่า เราไอ้ไข่วัดเจดีย์ จึงได้รู้กันว่าเด็กวัดนั้น ชื่อไอ้ไข่ และรูปแกะสลักได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ  2523-2524 ได้แกะสลักเป็นรูปเด็กอายุ9-10 ขวบ ได้แกะสลักเป็นรูปใส่ชุดพรางทหารและสวมแว่นดำ และเป็นที่นับถือและศรัทธาของชาวบ้านทั้งบ้านใกล้บ้านไกล

อภินิหารไอ้ไข่วัดเจดีย์ 

ได้มีการลงคลิปว่า ตนกับหลานไว 6ขวบ และเพื่อนๆได้ไปกราบไหว้ตาไข่ เวลาประมาณ6โมงเย็นจะเดินทางกลับ อยู่ๆหลานชายของตนนั้นได้รำมโนราห์ ทั้งที่รำไม่เป็น ตนและเพื่อนๆได้บอกให้หยุดรำ ก็ไม่หยุด ตนเลยต้องไปจุดธูปบอกตาไข่ และบอกว่าตนมาดีและจะขอกลับบ้าน หลานชายจึงได้หยุดรำและยอมกลับบ้าน และได้เคยมีนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงและชาวไทยเดินทางมาบนบานสานกล่าว ว่าถ้าเรื่องที่ตนขอนั้นสำเร็จ จะมาจุดประทัดให้ แปดล้านนัด และได้กลับไปเพียงสิบห้าวันก็ได้กลับมาทำการแก้บน แต่ไม่ได้บอกว่าขออารัยสำเร็จ

ของที่นำมาไหว้ หรือแก้บนไอ้ไข่วัดเจดีย์

สิ่งที่นิยมนำกันมากราบไหว้และแก้บนคงหนีไม่พ้น ประทัด และรูปปั้นไก่  นม ชุดทหารหรือเครื่องแบบราชการทุกชนิด ขนมงาตัด ถั่วตัด หนังสติ๊ก น้ำอัดลม และที่สำคัญชอบคนมีสัจจะ

เมื่อผ่านไปทางใต้ก็อย่าลืมแวะไปขอพร ไอ้ไข่ กันด้วยละ เผื่อจะได้เลขเด็ดกลับบ้านกันมา

หนึ่งในเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับกล้อง

Published / by admin

กันสั่นแล้ว ภาพต้องชัด หนึ่งในเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับกล้อง

มันก็เป็นอะไรที่คลุมเครืออะนะ สำหรับสุดยอดเทคโนโลยีอันนี้ เทคโนโลยีนี้ ได้มีมาพักใหญ่ของช่วงอายุกล้องดิจิตอลแล้วล่ะ มันเป็นความฉลาดใช้ของการทำให้ตัวเซนเซอร์นั้นมีแกนที่ค่อยไม่ทำให้ภาพนั้นสั่นตามแขนเรานั้นเอง เทคโนโลยีนี้ ต้องบอกเลยว่าเป็นเทคโนโลยีหลักของกล้องดิจิตอลสมัยนี้ไปแล้ว

ที่เมื่อจะมีการออกตัวใหม่ เหล่าตากล้องทั้งหลายก็จะหาดูสิ่งที่พัฒนาเพิ่มขึ้น แล้วเทคโนโลยีกันสั่นนั้นก็เป็นสิ่งแรกที่เหล่าตากล้องมืออาชีพต้องการให้อัพเกรดขึ้นในทุกๆรุ่น ถ้ารุ่นไหนไม่ได้เพิ่มตัวนี้เข้ามา ก็จะทำให้ความน่าซื้อนั้นลดน้อยลงไปเยอะเลย ประมาณใช้ตัวเก่ารอรุ่นที่อัพเกรดกันสั่นก็ได้

สำหรับตากล้องอาชีพคงไม่ได้สงสัยในข้อนี้กันหรอก จะเป็นก็แต่ตากล้องมือสมัครเล่นหรือคนที่ชอบถ่ายรูปเฉยๆแล้วก็ไม่ได้ลงลึกเรื่องเทคโนโลยี แล้วนั้นทำให้คำว่ากันสั่นนั้นกลายเป็นสิ่งที่สุดยอดขนาดที่ถ่ายยังไงก็ไม่เบลอ ก่อนจะซื้อกล้องเลยต้องการระบบนี้กันมากๆ บอกเลยว่าได้มาต้องผิดหวังกันไปเลยทีเดียวนะ ไอ้เจ้าระบบนี้น่ะ มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างด้วย เพราะว่าความจริงแล้วมันจะช่วยทดให้ได้ประมาณสี่สต็อปเท่านั้น

เช่นถ้าเราต้องถ่ายที่ ¼ แต่พอมีกันสั่นก็จะทำให้เวลาถ่ายภาพจะนิ่งเหมือนเราถ่ายด้วย 1/60 โดยประมาณ นี่คือสิ่งที่มันทำได้ ดังนั้นแล้วการที่จะทำให้กันสั่นช่วยได้ทุกสภาพแสงนั้น ย่อมยากขึ้นแน่ๆ ถ้ามันมึดเกินไป ถ้าอย่างแสงได้เพียง 4 วินาที ระบบกันสั่นก็ช่วยได้แค่ ¼ แล้วนั้นก็ไม่พอแน่นอนล่ะ ภาพยังสั่นอยู่ชัว ดังนั้นแล้วเวลาถ่ายไม่ให้เบลอจริงๆแล้ว ต้องเกี่ยวกับ เลนส์ที่ไวแสงมากขึ้น และการใช้ iso เข้าช่วยอีกด้วย

มันถึงจะทำให้ถ่ายได้ทุกสภาพ ทีนี้การถ่ายได้ทุกสภาพแสงก็จริง แต่ถ้าถ่ายอะไรที่เคลื่อนไหวเร็วๆ มันก็ไม่เกี่ยวกันนะ เพราะถ้าตัวแบบเร็วจะขึ้นอยู่กับค่าสปีดชัตเตอร์เพียงอย่างเดียว ถ้าเกิดกันสั่นช่วยตัวเราที่ถือกล้องไม่นิ่งได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ตัวแบบยังเร็วอยู่ ก็เบลออยู่ดี

สรุปได้ว่า กันสั่นนั้นช่วยให้มือเรานิ่งขึ้นประมาณสี่สต็อป แต่ไม่ได้ช่วยให้ตัวแบบนั้นนิ่งขึ้นได้นะ ความความเร็วชัตเตอร์ต้องเยอะเท่านั้นถึงจะเกี่ยวกับตัวแบบ 

ดังนั้นแล้วกันสั่นคือสิ่งที่อำนวยความสะดวกให้เรา ไม่ได้ช่วยแบบสักกะนิด แล้วสุดท้าย ถ้าใครเปิดกันสั่นตลอด ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า มันจะกินแบตมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ก็อย่าลืมพกแบตสำรองสำหรับทริปยาวๆด้วยล่ะ

Romance of the three kingdom ( สามก๊ก)

Published / by admin

Romance of the three kingdom ( สามก๊ก)นิยายดังที่อิงจากประวัติศาตร์

สามก๊กเป็นนิยายดังที่ได้นำเรื่องราวในอดีตมาอ่างอิงจนเป็นที่รู้จักกันอย่างเเพร่หลาย

จัดได้ว่าเป็นมรดกทางปัญญาในด้านวรรณกรรมที่มีค่าของโลก มีการดัดเเปลงในรูปเเบบการเเสดงต่างเช่น งิ้ว

ภาพยนต์ ระครซีรีย์ต่าง เเละได้ถูกตีพิมพ์ออกมามากกว่า10ภาษาทั่วโลก สามก๊ก บทประพันธ์ของสามก๊กเเต่งขึ้นในช่วง

ยุคราชวง์หมิง เขียนโดยหลัว กวั้นจง สามก๊กเเปลเป็นภาษาไทยครั้งเเรกโดยเจ้าพระยาพระคลังหน

ในสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในปี พ.ศ.2408 ตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์

ต่อมาได้ถูกตีพิมพ์ครั้งที่สอง โดยโรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร ในปีพ.ศ2471

ในชื่อหนังสือสามก๊กฉบับราชบัณฑิตยสภา

สามก๊กในปัจจุบันได้ถูกตีพิมพ์ใหม่หลายคลังจากหลายสำนัดพิมพ์จนขึ้นชื่อว่าเป็นวรรณกรรมจีนที่อ่างอิงจากประวัติศาส

ตร์ที่เก่าเเก่ที่สุดในประเทศไทย

นิยายเรื่องสามก๊กเป็นนิยายที่มีเนื้อเรื่องเข้มข้นหลากหลายรูปเเบบ ทั้งการวางเเผนการรบที่ใช้เล่ห์กลต่างๆ

ตัวระครเเต่ละคาเเล็คเตอร์จะมีจุดเด็นที่เเตกต่างดันออกไป มีทั้งความเเค้น ความซื่อสัตย์ ความมีเมตรา เจ้าเลย์เพทุบาย

เนื้อเรื่องมีทั้งเรื่องราวที่ดีเเละร้ายปะปนกับไปตามเเต่ละช่วงเวลา ที่อ้างอิงมาจากประวัติศาสตร์จีนในช่วงปี พ.ศ.763-

พ.ศ823 จุดเริ่มต้นจากเรื่องราวของโจนโพกผ้าเหลืองออกปล้นสดม จนทำให้ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย

ได้รวมสาบานเป็นพี่น้องเเละร่วมกันปราบโจรโพกผ้าเหลือง

เเละยังมีเนื้อหาในช่วงที่ก๊กทั้งสามเเย่งชิงอำนาจกันในช่วงปลายสมัยราชวงศ์ฮั่น ที่มีก๊กทั้งสามได้เเก่ วุ่ยก๊ก

จ๊กก๊กเเละง่อก๊ก ที่ต่างค่อยเเก่งเเย่งชิงอำนาจกัน จนถึงการสถาปนาราชวงศ์จินโดยสุมาเอี๋ยน

เเละสามก๊กได้รับการยกย่องให้เป็นตำราพิชัยสงครามด้านเศรษฐกิจเเละการบริหาร

เรื่องราวต่างๆของสามก๊กเกิดจากบันทึกเหตุการต่างยุคสามก๊กที่ถูกบันทึกเป็นลายลักษร

จากจดหมายเหตุสามก๊กซึ่งถูกเขียนในรูเเบบพงศาวดารโดยตันซิ่วหรือเฉินโซ่วที่เป็นบัณฑิตของราชวงศ์จิ้น

ที่เป็นอดีตข้าราชการอาลักษณ์ของจ๊กก๊ก หลังจากเเพ้สงครามตันซิ้วถูกไล่ต้อนมาถึงวุ่ยก๊ก

พระเจ้าจิ้นหวูตี้มีบัญชาให้ตันซิ่วเขียนขึ้นเพื่อให้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์

ต่อมาในช่วงระหว่างของปีพ.ศ.1873จนถึงปี1943 หลัวกวั้นจงซึ่งมีตำเเหน่งเป็นกุนซือให้กับก๊กที่ต่อต้านราชวงศ์หยวน

ได้ให้ซันกั๋วจือนำบันทึกของตันซิ่วมาเขียนขึ้นใหม่ในรูปเบบของนิยายอิงประวัติศาสตร์

โดยใช้เรื่องราวที่อยู่ในบันทึกบางส่วนเเละดัดเเปลงเเต่งเติมเพิ่มเข้าไป

ซึ่งพบว่าเรื่องราวจากจดหมายเหตุสามก๊กมีอยู่ในนิยายประมาณ70เปอร์เซ็น

ส่วนอีก30เปอร์เซ็นที่เหลือเป็นเรื่องราวที่หลัวกวั้นจงเเต่งขึ้นมาทั้งหมด

ขึ้นเขาเผาข้าวหลาม

Published / by admin

ประเพณีขึ้นเขาเผาข้าวหลาม

       มีคนอพยพมาจากเวียนจันทน์ มาอาศัยอยู่ทีอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ในช่วงเกี่ยวขาวบ้านจะนำข้าวมาทำเป็นข้าวหลามมาเผาในกระบอกไม้ไผ่สีสุกไปถวายพระ อย่างพร้อมใจกัน โดยจะทำการเผาข้าวหลามก่อนวันทำบุญหนึ่งวัน คือวันขึ้น 14ค่ำ เดือน 3 และจะนำไปถวายพระในวันขึ้น 15ค่ำ เดือน3 ของทุกปี ซึ่งวัดดงยางจะตั้งอยู่บนยอดเขา ใช้ระยะทางในการเดินเท้าประมาณ 5-6 กิโลเมตร ต้องเดินผ่านป่า เพื่อที่จะไปปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลองได้ การเดินขึ้นเขาไปทำบุญนี้จะต้องผ่านหมู่บ้านหัวสำโรงเป็นประจำ ชาวบ้านระแวกนั้นจึงได้รับประเพณีไปด้วย และทางโรงเรียนหัวสำโรงได้จัดให้มีงานเผาข้าวหลามนี้อย่างยิ่งใหญ่ไปด้วย 

ประวัติวัดดงยาง

       สมัยก่อนนั้นวัดดงยางเป็นเพียงสำนักสงฆ์ ในสำนักสงฆ์ได้มีพระพุทธรูปกับรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่ในวิหารหลังที่มีที่เดียวในสำนักสงฆ์นั้น ต่อมาได้เกิดไฟไหม้ ชาวบ้านจึงได้ย้าย รอยพระพุทธบาท กับ พระพุทธรูปที่หลงเหลือจากการเหตุการณ์นั้นมาได้ และได้ย้ายมาไว้ข้างล่าง จนกระทั่งได้ทำมีการจัดสร้างวัดขึ้นมาใหม่ บนเขาและได้แยกการทำวิหารออกไปหลายชนิด เช่นสร้างเป็นวิหารพระพุทธชินราช พระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ และได้ทำการสร้างวิหารครอบรอยพรพุทธบาทจำลองไว้ด้วย

กิจกรรมในงานขึ้นเขาเผาข้าวหลาม

       ทางหน่วยงานของรัฐได้ให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้มาก โดยจะจัดให้มีขบวนแห่ด้วยม้า และชาวบ้านก็จะมาร่วมในขบวนแห่นี้มากมาย และให้มีการเผาข้าวหลามโชว์ในงาน เมื่อเผาเสร็จก็จะนำข้าวหลามนี้ไปถวายพระ และมีการประกวดการเผาข้าวหลามขึ้น ในช่วงบ่ายก็จะนำขบวนแห่ขึ้นไปยังวัดดงยาง การเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงวัด และสองข้างทางจะมีป่ารายล้อม ส่วนทางขึ้นวัดนั้นจะมีบันไดทั้งหมด 718 ขั้น

และระหว่างทางจะมีจุดคอยบริการน้ำดื่มไว้ให้ด้วย และจะมีร้านค้าขายอาหารไว้คอยบริการ และเมื่อขึ้นไปถึงบนเขาจะหายเหนื่อยทันทีด้วยการชมทิวทัศที่สวยงามเมื่อมองมาข้างล่าง และทางวัดยังจัดให้มีการฉายหนัง มีลิเก รำวงในงานนี้อีกด้วย

ในปัจจุบันการคมนาคมสะดวกขึ้น การไปทำบุญที่วัดดงยางจึงสะดวกขึ้นชาวบ้านบางคนใช้จักยาน มอเตอร์ไซ หรือรถยนต์ ในการไปวัด การเผาข้าวหลามจึงไม่ค่อยทำการเผากันแล้ว แต่ยังมีการไปทำบุญที่วัดแห่งนี้ในวันสำคัญทางศาสนา และทางวัดจึงงดเรื่องงานรื่นเริงออกไป และการทำบุญก็ยังใช้ข้าวหลามมาทำบุญเหมือนเดิม

การตกปลา

Published / by admin

การตกปลาชะโดในบ่อหน้าดินนั้นก่อนอื่นเลยที่เรานั้นจะต้องรู้และแหล่งที่จะมีปลาชะโดนั้นอาศัยอยู่จริง การตกปลาชะโดนั้นสำคัญเลยก็คือ เหยื่อที่เรานั้นจะอ่อยปลาชะโดและเหยื่อที่จะใช้สำหรับในการตกปลาชะโด

ซึ่งเหล่านักตกปลาชะโดนั้นต่างก็มีเทคนิดที่ไม่เหมือนกันบางคนนั้นก็มีสูตรเฉพาะของตัวเองเอาไว้สำหรับในการตกปลาชะโด และที่สำคัญเลยก็จะเป็นตัวเบ็ด เหยื่อที่ใช้สำหรับปลากินเนื้อ สายเบ็ด รวมไปถึงองค์ประกอบต่างที่สำคัญ การตกปลาชะโดในบ่อหน้าดินนั้นต้องอาสัยความอดทนพอสมควรกว่าจะอ่อยเหยื่อให้ปลาชะโดนั้นได้กลิ่นหรือให้ปลาชะโดนั้นได้มากินเหยื่อที่เรานั้นอ่อยไว้ในจุดที่เราจะลงเบ็ด สำหรับตัวเบ็ดนั้นก็จะใช้ไม่เหมือนกันแล้วแต่สูตรของนักตกปลา บางคนก็จะใช้เบ็ดเบอร์ที่ไม่เล็กมาก

เพราะถ้าหากใช้เบ็ดที่มีเบอร์ขนาดที่เล็กก็จะทำให้ปลานั้นติดเบ็ดได้ไม่ดีเท่าไห่จึงจะทำให้ปลานั้นหลุดเบ็ดหรือไม่ติดเบ็ดเลยก็ได้ ตะข้อเบ็ดที่ใช้เห็นว่าจะเป็นขนาดเบอร์ 13 หรือท่านใดจะใช้เบอร์ใหญ่กว่านี้อีกหน่อยก็ได้แต่อย่าให้ใหญ่มากจนปลาไม่กินเบ็ดล่ะ สายเบ็ดก็อาจมีส่วนสำคัญเช่นกันถ้าเราใช้เล็กไปหรือไม่เหมากับแรงของปลาก็อาจจะทำให้สายนั้นขาดได้ ของแนะนำให้ใช้สาย pe จะดีกว่านะ เพราะจะมีลักษณะที่ทนและเหนียวกว่าสายธรรมดาทั่วไป 

สำหรับเหยื่อที่เอาไว้ใช้สำหรับการตกปลาชะโดนั้นจะเป็น อกไก่แช่เลือดวัวหรือควายก็ได้ หรือถ้ามีขี้ปลาทูจะยิ่งดีมากเป็นของโปรดของเหล่าปลาที่ชอบกินเนื้อที่สุด หั่นเนื้อไก่ใหญ่พอขนาดนิ้วโป้งมือนิดนึงเกี่ยวตะให้เต็มตัวเบ็ดไปเลยอย่าให้เห็นตัวเบ็ดเป็นอันขาด จากนั้นเราก็มาเตรียมของที่เอาไว้ใช้สำหรับในการอ่อยปลาชะโดกันเลยดีกว่า 

นำไก่มาสับและผสมกับเลือดวัวจากนั้นก็สาดอ่อยลงไปตรงที่เรานั้นจะเอาเบ็ดลงไปตกหรือท่านใดที่มีสูตรในการอ่อยทีดีกว่านี้ก็สามารถอ่อยได้เลย พอปลาชะโดนั้นได้ติดเบ็ดแล้วก็ต่อสายให้ปลาสักหน่อยเพื่อให้ได้ความชัวว่าปลานั้นติดเบ็ดจริงหรือป่าว อย่าลืมนะสิ่งที่สำคัญก่อนที่เรานั้นจะทำการตีเบ็ดลงไปนั้นเราควรอ่อยปลาชะโดนั้นก่อนจะดีกว่าเพื่อให้ปลานั้นได้กลิ่นและกินเบ็ดได้ไว้ขึ้น

อย่างไรก็ตามนำเอาไปลองตกกันดูได้นะรับลองได้เลยว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

Art (ศิลปะกับการพัฒนาสมอง)

Published / by admin

บางคนอาจจะสงสัยว่าศิลปะนั้นสามารถช่วยพัฒนาสมองได้จริงหรือไม่ ในทางวิทยาศาสตร์นั้นบอกว่าเป็นความจริง ศิลปะช่วยในการพัฒนาสมองได้ เพราะศิลปะคือตัวที่ทำให้เกิดกระบวนการคิดการจิตรนาการเมื่อเกิดการะบวนการทางความคิดแล้วนั้น ก็คือการที่สมองได้ใช้งานร่วมกับการจินตนการ เมื่อสมองเกิดการใช้งานก็เกิดเป็นการพัฒนาขึ้นมา เพราะเมื่อจินตนการแล้ว จินตนาการทางศิลปะจะไม่มีที่สิ้นสุด

สามารถจินตนการและต่อยอดได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ และนี่แหละคือการที่สมองได้พัฒนา ศิลปะนั้นยังทำให้เกิดความเพลิดเพลินจรรโลงใจด้วย และสามารถช่วยบรรเทาและลดความเครียดได้ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายและตัวเราด้วย เพราะศิลปะทำให้จิตใจที่หยาบกะด้างถูกขัดเกลาด้วยศิลปะนั้น ทำให้อารมณ์และจิตใจอ่อนไหว สามารถช่วยเยียวยาอาการเจ็บป่วยทั้งทางใจและทางกายได้ดีอีกด้วย

โดยนักวิทยาศาสตร์ได้มีการวิจัยว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์นั้นมีความฉลาดเกิดจากการที่เส้นประสารทรวมตัวกันเป็นวงจรประสารท โดยวงจรนี้ประกอบไปด้วยเซลล์ต่างๆ และเมื่อมีการรวมตัวของเซลล์ต่างๆ เซลล์ต่างๆมีการจัดระเบียบเซลล์ ยิ่งมีการจัดระบบระเบียบเซลล์ได้เป็นระบบและดีมากเท่าไหร่ก็แสดงถึงความฉลาดของมนุษย์คนนั้นนั่นเอง

การที่เซลล์ต่างๆของมนุษย์นั้นสามารถมาเรียงตัวเป็นระบบเซลล์ได้จะต้องได้รับการกระตุ้นจากประสารทสัมผัสทั้งห้านั่นเอง คือ  การเกิดการกระตุ้นที่ท้าทายทางด้านความคิดของมนุษย์ การฝึกเพื่อแก้ไขปัญหาและการฝึกการจินตนาการต่างๆ แน่นอนว่าหากเราอยากที่จะฉลาดแล้วนั้น เราควรจะปฏิบัติในการท้าทายทางด้านความคิด และการฝึกจินตนาการต่างๆ การพัฒนาสมองด้วยศิลปะจึงถือว่าเป็นการได้พัฒนาสมองในทุกๆด้าน

ดังนั้นการพัฒนาสมองด้วยศิลปะนั้นควรเริ่มปฏิบัติตั้งแต่วัยเด็กเพราะเพื่อเป็นการปลูกฝังการฝึกศิลปะเพื่อช่วยขัดเกลาทางด้านอารมณ์และจิตใจแล้วนั้นเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักใช้จินตนาการ เพราะการจิตนาการสามารถนำไปต่อยอดอย่างไม่สิ้นสุดได้ และเมื่อการฝึกศิลปะมีการฝึกมาตั้งแต่เด็กเมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้นเชื่อว่าสมองจะมีการจัดระเบียบเซลล์ที่ดี เพราะมีการฝึกและการกระทำซ้ำๆทางศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตมาเป็นคนฉลาดก็จะทำให้สามารถจิตนาการสิ่งใหม่ๆได้อยู่เสมอ

ก็จะทำให้เกิดความคิดและจินตนาการและพัฒนาให้เกิดสิ่งใหม่ๆกับโลกใบนี้ได้ต่อไป เห็นไหมว่าศิลปะไม่ได้มีไว้เพื่อความเพลิดเพลินจรรโลงใจเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยขัดเกลามนุษย์และสามารสช่วยเรื่องการจัดการระบบเซลล์ในสมองได้อีกด้วย เราควรจะมีการฝึกและใช้เวลาว่างกับศิลปะอยู่สม่ำเสมอ

ประวัติศาสตร์ทางภาคอีสาน

Published / by admin

สำหรับสถานที่โบราณที่ได้มีการขุดค้นพบนั้นเป็นสถานที่โบราณที่มีอายุมาหลายช่วงอายุคนและได้มีสิ่งของเก่าแก่มากมายที่ยังได้หลงเหลือให้พวกเรานั้นได้ดูกันสถานที่โบราณแห่งนี้ซึ่งได้ถูกค้นพบที่ภาคอีสานเป็นส่วนใหญ่และก็ได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่เพื่อให้เห็นถึงความเก่าแก่ของสถานที่โบราณแห่งนี้อีกทั้งยังมีภาษา กู่ ที่เขาเอาไว้เรียกกันในสมัยก่อนยุคโบราณอีกด้วย

กู่ เป็นคำที่นิยมใช้ในจังหวัดขอนแก่น สกลนคร และ มหาสารคาม

หมายถึงปราสาทหรือเจดีย์และยังรวมไปถึงในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือโบราณสถาน ซึ่งผู้คนก็ได้ให้ความเคารพและมากราบไหว้สืบต่อกันมาหลายช่วงอายุคนกู่บ้านเขวาหรือปรางค์กู่มหาตุตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองมหาสารคามเป็นโบราณสถานที่มีอายุราวๆพพุทธศตวรรษที่18ก่อสร้างขึ้นด้วยศิลาแลงเป็นรูปกระโจมสี่เหลี่ยมกรมศิลปากรได้

ทำการขุดแต่งและบูรณะด้วยวิธีแบบโบราณโดยการเอาก่อหินออกจากนั้นก็นำเอามาประกอบขึ้นมาใหม่เข้าที่เดิมผังหลักของอำเภอกู่บ้านเขวาประกอบไปด้วยปราสาทประทานก่อขึ้นด้วยศิลาแลงสูงจากพื้นดินถึงยอดวัดได้ประมาณ8เมตรมีประตูเข้าออกทางด้านของทิศตะวันออกส่วนอีกสามด้านเป็นประตูหรอกเรือนทาสหรือครั้งพักก็ได้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุมขนาดกว้างยาวด้านละ5เมตรมีมุกต่อยื่นอยู่ด้านหน้าส่วนบนทำเป็นชั้นเลียนแบบเรือนทาสซ้อนกันขึ้นไปสี่ชั้นจนถึงส่วนบัวยอดปราสาท

บริเวณด้านมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้มีวิหารหรือบันนารายตั้งอยู่แต่ก็คงจะเหลือแค่เพียงส่วนฐานลากเท่านั้นอาคารทั้งสองหลักตั้งอยู่ในภายวงล้อมของกำแพงแก้ว ซึ่งได้ก่อสร้างขึ้นจากศิลาแลงเป็นรูปสี่เลี่ยมพื้นผ้ามีขนาดกว้าง25เมตรมีขนาดความยาว37เมตรโดยมีประตูซุ้มหรือโคปุระเป็นทางเข้าออกจากผังสถานปติยกรรมก็จะเห็นว่ากู่บ้านเขวามีองประกอบไม่ต่างกับกู่สันตรัตน์ที่อำเภอนาดูนซึ่งได้ตรงกับแผ่นผังโครงสร้างอาคารตามแบบบาณที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศาสตร์สถานประจำสถานพยาบาลหรืออโรขยาสาร 

การจารึกของปราสาท ตาพรหม ของขอมไกล่าวเอาไว้ว่าในสมัยพระเจ้าวรมันที่7ได้มีการสร้างอโรขญาสารเอาไว้มากกว่า100แห่งทั่วราชอาณาจักรเพื่อเป็นสถานพยาบาลสำหรับประชาชนของพระองค์ ซึ่งทางภาคอีสานของประเทศไทยในปัจจุบันได้ค้นพบอยู่23แห่งได้กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ

โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดอีสานใต้อโรขญาสารในแต่ละแห่งนอกจากจะมีตัววิหารปราสาทหินยังได้มีปราสาทอื่นๆอีกหลายหลัง เช่น เรือนนอน บ้านพักเจ้าหน้าที่ เรือนปรุง และ เก็บยาแต่ทั้งหมดนั้นจะก่อสร้างขึ้นด้วยไม้จึงได้มีการผุกพังไม่หลงเหลือให้เห็นเป็นหลักฐานจะพบแต่เพียงข้าวของเครื่องใช้ในยุคนั้น